เผยผลวิจัยอินเดีย สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูงแทนโรงเก่า ช่วยลดคาร์บอนฯต่อตันได้ถูกกว่าโซลาร์เซลล์ 3 เท่า

20171109 ART02 02

         อินเดีย ขึ้นชื่อว่ามีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีปัญหาด้านประสิทธิภาพและมลภาวะมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เนื่องจาก 80% ของโรงไฟฟ้าถ่านหินในอินเดียยังใช้เทคโนโลยีที่ล้าสมัย อย่างไรก็ตาม นักวิจัยชาวอินเดีย พบว่า ปัญหาก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาถ่านหิน สามารถลดลงได้ ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงและก่อให้เกิดมลภาวะต่ำ เช่น การใช้เทคโนโลยีหม้อต้มน้ำแบบ Supercritical และ Ultra-supercritica แทนเทคโนโลยีเดิม (Subcritical)

          เพื่อจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน Vrishab Prakash และ Sajal Ghosh นักวิชาการแห่งสถาบันการพัฒนาการจัดการ (MDI) ซึ่งเป็นบัณฑิตวิทยาลัยการบริหารธุรกิจของอินเดีย ได้วิเคราะห์เปรียบเทียบ “ต้นทุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์” (CO2 avoidance cost) ของโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้เทคโนโลยี Ultra-supercritical แทนการใช้เทคโนโลยีแบบเดิม Subcritical กับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (SPV) การผลิตไฟฟ้าปริมาณเท่ากัน

         ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า หากผลิตไฟฟ้าด้วยโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยี Ultra-supercritical ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีแบบเดิม Subcritical จะมีต้นประมาณ 875 รูปี (ประมาณ 450 บาท) ขณะที่การทดแทนด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์จะมีต้นทุนถึง 2,624 รูปี/ตัน (ประมาณ 1,300 บาท) เห็นได้ว่าต้นทุนนั้นแตกต่างกันถึง 1,749 รูปี/ตัน (ประมาณ 895 บาท)

         ยิ่งไปกว่านั้นต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์จะยิ่งสูงขึ้น หากรวมต้นทุนอื่นๆ ที่มองไม่เห็นด้วย เช่น ค่าพื้นที่ในการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ ค่าบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อสำรองไฟเมื่อไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ไม่เพียงพอ ค่าก่อสร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อทดแทนการติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ค่าความไม่มั่นคงระบบส่ง และค่ากำจัดขยะอิเล็คโทรนิค

         ข้อมูลจากการไฟฟ้ากลางอินเดีย (CEA) พบว่าในปี 2014-2015 มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้าถึง 805.4 ล้านตัน และคาดว่าจะมีปริมาณการปล่อยก๊าซที่เพิ่มขึ้น ปีละ 7% ดังนั้น เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ จึงวางแผนแก้ไขปัญหานี้โดย 50% ของจำนวนโรงไฟฟ้าเทคโนโลยีเดิมจะถูกทดแทนด้วยโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยี Ultra-supercritical หากทำเช่นนี้ รัฐบาลจะสามารถประหยัดต้นทุนในการลดปริมาณปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 250,000 ล้านรูปี (ประมาณ 127,874 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

         หลักการนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกับแนวคิดของนาย Arvind Subramanian หัวหน้าที่ปรึกษาทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลอินเดียเช่นกัน โดยเจ้าตัวได้ยืนยันอย่างแน่ชัดว่า สำหรับอินเดียต้นทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนนั้นสูงกว่าโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ขณะเดียวกัน นาย Piyush Goyal รัฐมนตรีพลังงานอินเดีย มีความเห็นในทิศทางเดียวกันเรื่องการลงทุนในเทคโนโลยี Supercritical และ Ultra-supercritical เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินเทคโนโลยีเดิม เพื่อเดินตามการลดก๊าซเรือนกระจกของข้อตกลงปารีส

20171109 ART02 03

         ทั้งนี้ ปัจจุบันการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในอินเดีย ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก โดยกว่า 83.61% นำเข้าจากประเทศจีน สาเหตุที่อินเดียต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลักเนื่องจากประเทศอินเดียยังไม่มีฐานการผลิตแผงโซล่าเซลล์และอุปกรณ์ที่อื่นๆ ที่มากพอและยังไม่มีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจสำหรับผลิตวัตถุดิบต่างๆ ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในอินเดียจึงมีมูลค่าสูงกว่าประเทศจีนถึง 10-15%

         นอกจากนี้ การผลิตแผงโซล่าเซลล์นั้นจำเป็นต้องมีการพึ่งพาแร่ธาตุเฉพาะ และเป็นแร่ธาตุที่มีเพียงไม่กี่แห่งในโลก ซึ่งจีนมีพื้นที่ที่มีแร่ธาตุดังกล่าวถึง 97% จีนจึงเป็นประเทศที่มีอำนาจเหนือกว่าประเทศอื่นๆ ในด้านราคาแผงโซล่าเซลล์ ดังนั้นอินเดีย การนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้เพื่อลดต้นทุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์จึงไม่ประสบความสำเร็จ และหากต้องพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์โซล่าเซลล์เป็นหลักอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของอินเดียในอนาคตได้

แปลและเรียบเรียง : กันตา ศรีคนองเกียรติ
ที่มา : http://www.hindustantimes.com/analysis/clean-coal-not-solar-is-the-silver-bullet-for-india-s-carbon-emission-reduction/story-sFrmX8H7MbfpcRIGXTMP6H.html