บ้านหน้าทับ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ถิ่นวิถีชีวิตประมงพื้นบ้านที่เกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนบ้านหน้าทับ แหล่งธรรมชาติที่มิได้เป็นเพียงแค่สถานที่ก่อเกิดชีวิตของของเหล่า กุ้ง หอย ปู ปลา เท่านั้น ลุ่มน้ำแห่งนี้ยังเป็นแหล่งรายได้หล่อเลี้ยงชีวิตคนในชุมชนมาอย่างยาวนานเช่นกัน

20180622 ART01 01

          เสียงเล่าจากชุมชนคนบ้านหน้าทับ

          นายทักษิณ หมินหมัน ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านแหลมโฮมสเตย์ (บ้านหน้าทับ) บอกกล่าวเล่าให้เราได้รู้จักชุมชนแห่งนี้ จากอดีตถึงปัจจุบันที่นี่เป็นชุมชนเล็กๆอยู่ใน อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ชาวบ้านที่นี่สร้างรายได้เลี้ยงตัวเองจากความสมบูรณ์ของป่าชายเลนบ้านหน้าทับ ซึ่งอดีตเคยเป็นแหล่งน้ำที่อุดมด้วยเหล่าสัตว์น้ำ อาชีพหลักของชุมชนจึงเป็นอาชีพประมง ต่อมามีนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวและรับประทานอาหารทะเลที่นี่มากขึ้น จากอาชีพประมงจึงได้ต่อยอดมาสู่เรื่องของการท่องเที่ยว เกิดเป็นธุรกิจท่องเที่ยวและโฮมสเตย์ซึ่งในแพ็คเกจนอกจากนักท่องเที่ยวจะได้รับประทานอาหารทะเลที่สดใหม่จากลุ่มน้ำนี้แล้วยังมีบริการโฮมสเตย์แบบชาวบ้านให้พักแรมและนำเที่ยวในพื้นที่ทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศวิถีชีวิตของคนพื้นถิ่น

          มาวันนี้ จากสถานการณ์น้ำทะเลกัดเซาะบริเวณป่าชายเลนบ้านหน้าทับทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้สัตว์น้ำที่เคยอุดมสมบูรณ์ลดจำนวนลงส่งผลต่อการดำรงชีวิต อาชีพและรายได้ของชุมชนลดน้อยถอยลง ชุมชนจึงได้ระดมความคิดร่วมกันเพื่อหาแนวทางที่จะคืนความสมบูรณ์สู่แหล่งน้ำแห่งนี้ ซึ่งได้รู้มาว่าในพื้นที่ใกล้เคียงกันก็เคยประสบปัญหาเช่นนี้มาก่อน

          จนกระทั่งในปี 2558 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้เข้ามาปลูกป่าชายเลนร่วมกับชุมชน เพื่อฟื้นฟูให้ป่าชายเลนกลับมามีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ป่าชายเลนเติบโต แข็งแรง มีดินเลนงอกใหม่ มีสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น และมีระบบนิเวศที่ดีขึ้น ชุมชนบ้านหน้าทับจึงได้ประสานขอความร่วมมือจาก กฟผ. ให้เข้ามาช่วยดำเนินการฟื้นฟูป่าชายเลนที่บ้านหน้าทับ อ.ท่าศาลา โดยการปลูกป่าชายเลนครั้งนี้ชาวชุมชนบ้านหน้าทับได้ร่วมกับ กฟผ. และนักกีฬายกน้ำหนักทีมชาติไทยที่มาพักเก็บตัวที่ จ.นครศรีธรรมราช รวมแล้วกว่า 300 คน มาร่วมกันทำกิจกรรมเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2561 โดย กฟผ. เลือกใช้พันธุ์ต้นโกงกางใบใหญ่ ซึ่งเป็นกล้าไม้ที่มีความแข็งแรงมีรากแบบค้ำจุนขนาดใหญ่มาปลูกในพื้นที่ และทำหลักไม้ให้ต้นกล้ายึดเกาะไม่ให้หลุดลอยขณะถูกคลื่นซัด ปลูกทั้งหมดจำนวน 3,500 ต้น พร้อมกับปล่อย ลูกปลากะพง จำนวน 3,000 ตัว ลูกกุ้งกุลาดำ จำนวน 100,000 ตัว และลูกหอยแครง จำนวน 200 กิโลกรัม เพื่อเป็นต้นทุนแหล่งอนุบาลของเหล่าพันธุ์สัตว์น้ำให้เพิ่มจำนวน นอกจากนั้น กฟผ.ยังถ่ายทอดเทคนิคการดูแลรักษาป่าชายเลนอย่างถูกวิธีให้กับชุมชน โดย กฟผ.จะปลูกและเข้ามาช่วยดูแลร่วมกับชุมชนเป็นระยะเวลา 1 ปี และบำรุงต่อเนื่องอีก 2 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าป่าชายเลนมีความอุดมสมบูรณ์ เติบโตและขยายพันธุ์ได้ต่อไป

          อีกไม่นาน วิถีชุมชนบ้านหน้าทับแห่งนี้จะกลับมาสร้างความประทับใจให้กับเหล่านักท่องเที่ยวอีกครั้ง จากการพลิกฟื้นชีวิตป่าชายเลน ซึ่งมิใช่เพียงแค่ร่วมกันปลูก หากแต่ยังร่วมกันดูแลรักษาป่าชายเลนและลุ่มน้ำแห่งนี้ด้วยใจ จากการถ่ายทอดและเรียนรู้ธรรมชาติของพื้นที่สู่การเรียนรู้ที่จะรักษาพันธุ์ไม้ จนกระทั่งก่อเกิดเป็นส่วนของพื้นดินและรักษาอย่างไรไม่ให้พังทลายจากการกัดเซาะของน้ำทะเล เพราะการปลูกป่าชายเลนนอกจากจะได้ประโยชน์ในการช่วยเกาะยึดพื้นดินชายฝั่งแล้ว ยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ลดโลกร้อน และสิ่งสำคัญคือป่าชายเลนยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน จึงอาจกล่าวได้ว่าการพลิกชีวิตป่าชายเลนในครั้งนี้เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์สู่ลุ่มน้ำบ้านหน้าทับ อันเป็นแหล่งรายได้ที่ยั่งยืนสู่ชุมชนโดยแท้จริง