20180717 ART01 01

          “ญี่ปุ่น” ประเทศท่องเที่ยวยอดนิยมในกลุ่มคนไทย ด้วยเสน่ห์ของอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ ผู้คนเป็นมิตร การผสานความเป็นเมืองและวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ได้อย่างลงตัว และที่สำคัญ...การเดินทางท่องเที่ยวที่สะดวกสบาย จนเรียกได้ว่า แทบไม่มีที่ไหนในญี่ปุ่นที่คนไทยไม่เคยไปเยือน

20180717 ART01 02

แผนที่ฮิตาชินากะ

 

          คงต้องยอมรับความจริงว่า นอกจากธรรมชาติ วัฒนธรรม และผู้คนที่เป็นมิตรแล้ว การที่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนจากทุกมุมโลกได้ ยังจะต้องมีระบบสาธารณูโภคที่ครบครัน ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการคมนาคม การสื่อสาร ไฟฟ้า ประปา ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องอาศัยแหล่งพลังงานที่มั่นคง เชื่อถือได้ รวมทั้งต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งฮิตาชินากะ เป็นอีกเมืองท่องเที่ยวของญี่ปุ่นที่มีทุกอย่างอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลลงตัว

          เมืองฮิตาชินากะ จังหวัดอิบารากิ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกรุงโตเกียว ซึ่งนักท่องเที่ยวนิยมไปมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะใช้เวลาเดินทางเพียง 1 ชั่วโมงครึ่งจากกรุงโตเกียวเท่านั้น นักท่องเที่ยวจะได้อิ่มเอมกับบรรยากาศเมืองชายฝั่งทะเล ที่มีชายหาดเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในช่วงหน้าร้อน รวมไปถึง ‘ตลาดปลา Nakaminato’ ที่เป็นแหล่งรวมอาหารทะเลขึ้นชื่อของที่นี้ที่ในแต่ละวันจะมีอาหารทะเลสดใหม่แวะเวียนให้ชาวเมืองและนักท่องเที่ยวได้มาลิ้มรสกันไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเป็นหอยนางรมยักษ์ที่กินกันสดๆ หรือปลาอังโค ปลาขึ้นชื่อของจังหวัดอิบารากิ ที่แม้ว่ารูปร่างหน้าตาจะไม่ได้พิศมัย แต่กลับสามารถนำมาเป็นอาหารชั้นเลิศได้

20180717 ART01 03

ตลาดปลา Nakaminato ที่เมืองฮิตาชินากะ

 20180717 ART01 04

หอยนางรมที่ขนาดใหญ่กว่าใบหน้าคน ที่ตลาดปลา Nakaminato

 

         สถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์สำคัญที่พลาดไม่ได้ของเมืองฮิตาชินากะคือ สวนฮิตาชิ ซีไซด์ (Hitachi Seaside) ขนาดมากกว่า 2,000 ไร่ นักท่องเที่ยวจะแห่กันเข้าไปชมทุ่งดอกไม้นานาชนิดที่จะเบ่งบานอวดโฉมสลับสับเปลี่ยนให้ชมกันได้ทุกฤดู อย่างฤดูใบไม้ผลิหรือช่วงเดือนเมษายนจะมีดอกไม้ Nemophila สีฟ้าผลิดอกบานให้เห็นเต็มทุ่ง หรืออย่างในฤดูใบไม้ร่วงที่จะมีต้น Kochia ผลัดสีแดงให้ได้เห็นกันเต็มพื้นที่ ชวนให้ทั้งชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวจากทุกภูมิภาคทั่วโลกมาเก็บภาพ เก็บบรรยากาศ และสูดอากาศอันบริสุทธิ์ที่สวนแห่งนี้

20180717 ART01 05

สวนฮิตาชิ (Hitachi Seaside Park)

ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ Hitachi Seaside

          ขณะเดียวกัน ด้วยลักษณะที่ฮิตาชินากะเป็นเมืองชายฝั่งทะเล จึงได้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเป็นเมืองท่าสำคัญของการขนส่งทางทะเลอีกแห่งหนึ่งนอกจากอ่าวโตเกียว ทว่า การสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบขนส่งและระบบการคมนาคมเพื่อรองรับการค้าขายจากทั่วโลกได้นั้น จำเป็นต้องสร้างสาธารณูปโภค อย่างไฟฟ้าควบคู่ขึ้นมาด้วย

          “โรงไฟฟ้าถ่านหินฮิตาชินากะ” ทำหน้าที่เป็นขุมพลังงานให้กับท่าเรือและเมืองแห่งนี้ ด้วยกำลังผลิตรวม 2,000 เมกะวัตต์ (2 เครื่อง x 1,000 เมกะวัตต์) ใช้เชื้อเพลิงถ่านหินคุณภาพดีบิทูมินัส และซับบิทูมินัสที่ส่งตรงมาจากออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และรัสเซีย โดยนำมาผสมกับเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งซึ่งนำเข้าจากเวียดนาม

20180717 ART01 06

โรงไฟฟ้าฮิตาชินากะ

 

          และแม้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินที่อาจดูเหมือน จะเป็นแหล่งกำเนิดของมลภาวะต่างๆ ได้ แต่โรงไฟฟ้าแห่งนี้มีระบบการกำจัดมลสารที่ยอดเยี่ยม และมากมายหลากหลายประเภท เพื่อให้แน่ใจว่าการผลิตไฟฟ้าจะไม่กระทบต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อม อาทิ ติดตั้งอุปกรณ์ดักจับฝุ่นละอองแบบไฟฟ้าสถิต (ESP) เครื่องควบคุมก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ด้วยหินปูน (FGD) และเครื่องควบคุมก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (SCR)

20180717 ART01 07

 

          นอกจากนี้แล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้ไม่ได้สร้างผลกระทบให้กับวิถีชีวิตของประชาชน หรือชุมชนในเมืองแม้แต่น้อย ในทางกลับกันยังกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวใกล้กรุงโตเกียวที่เปิดให้ผู้คนแวะเวียนมาเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

          “ถ้าเป็นกังวลก็ไม่อยู่แถวนี้หรอก” พ่อค้าในตลาดปลา Nakaminato พูดถึงโรงไฟฟ้าถ่านหินฮิตาชินากะ

20180717 ART01 08

พ่อค้าปลา และปลาอังโคที่ตลาดปลา Nakaminato

        ที่น่าสนใจไม่แพ้เรื่องเทคโนโลยีในการกำจัดมลสารคือ การออกแบบโรงไฟฟ้าภายนอกให้เป็นสีฟ้าคราม และสีขาว เพื่อกลมกลืนกับบรรยากาศภายนอกที่เป็นทะเล และออกแบบโครงสร้างภายนอกปล่องโรงไฟฟ้าที่มีลักษณะเป็นเส้นตาข่าย ที่ทำให้ทัศนียภาพภายนอกของโรงไฟฟ้าดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม

        โรงไฟฟ้าถ่านหินฮิตาชินากะ จังหวัดอิบารากิ เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด ในทางกลับกันโรงไฟฟ้าสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนพัฒนาให้พื้นที่นั้นกลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศได้ โดยมีโรงไฟฟ้าเป็นแหล่งพลังงานสนับสนุนการเจริญเติบโตของชุมชน และการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัวและกลมกลืน