กฟผ. ภารกิจหลักในการดูแลเสถียรภาพ ความมั่นคงและเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า ไม่ให้ไฟฟ้าตก ไฟฟ้าดับ อันจะส่งผลกระทบต่อประชาชน และระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทว่า นอกเหนือจากภารกิจหลักอันสำคัญยิ่งแล้ว ยังมีภารกิจในด้านการดูแลสังคม ในฐานะของรัฐวิสาหกิจ ที่ดำเนินงานอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนานถึงครึ่งศตวรรษ การดำเนินงานทุกโครงการและทุกกระบวนการ ไม่มีการดำเนินการใดที่ปราศจากการคำนึงถึงสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อม เพราะ กฟผ. มีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าการที่ประชาชนชาวไทยมีไฟฟ้าใช้ นั่นคือการทำให้คนไทยมีความสุขที่มี กฟผ. อยู่เคียงข้าง

         ตลอด 50 ปีที่ กฟผ. อยู่เคียงข้างสังคมไทย ได้เดินหน้าโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR : Corporate Social Responsibility) ในด้านต่าง ๆ เท่าที่จะทำได้เสมอมา นับรวมเป็นร้อยพันโครงการที่เรียงร้อยออกมาจากความตั้งใจจริงที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลบ้านของเราให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นไป

น้อมสืบสานพระราชปณิธาน สานต่องานเพื่อปวงชน

         กฟผ. สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และตระหนักถึงประโยชน์อันสูงสุดที่จะเกิดขึ้นกับองค์การและประชาชน จากพระราชดำรัสเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2540 ความว่า “…สิ่งสำคัญคือเราพออยู่พอกิน อุ้มชูตัวเราได้ ให้มีความพอเพียง แก่ตัวเอง พึ่งตนเองได้หมายความว่าให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างไม่เดือดร้อน มีความเป็นอยู่อย่างประมาณตน มีกินมีใช้ตามอัตภาพ แล้วที่เหลือจึงจะขายเป็นรายได้ต่อไป...” ทำให้ได้เข้าใจถึงความหมายปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากขึ้น และได้มีการน้อมนำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

         กฟผ. ได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2542 ด้วยการจัดตั้ง “โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยส่งเสริมให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ ตามวิถีภูมิปัญญาท้องถิ่น เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในการเกื้อกูลกันระหว่างธรรมชาติและการดำรงชีวิตของมนุษย์ รู้จักนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาพัฒนาเพื่อใช้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องโดยเน้นเรื่องปลอดสารพิษ และไม่ก่อหนี้สิน ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในท้ายที่สุด

         โครงการชีววิถีฯ เปิดโอกาสให้ชุมชนรอบเขื่อน โรงไฟฟ้า และในพื้นที่ใกล้เคียงเสาสายส่งไฟฟ้าแรงสูงของ กฟผ. ได้เรียนรู้ด้วยการลงมือทำจริง จนเกิดการเรียนรู้และความชำนาญ สามารถประกอบอาชีพต่อไปอย่างมั่นคง สร้างความอยู่ดี กินดี มีสุข ส่งผลให้เกิดเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง อีกทั้งยังเป็นโมเดลขยายผลไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ได้ โดยตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการจนถึงปี 2561 มีชุมชนที่ได้รับความรู้แนวทางชีววิถีไม่น้อยกว่า 400 แห่งทั่วประเทศ และมีชุมชนต้นแบบมากกว่า 50 ชุมชน ที่ได้นำแนวทางนี้ไปปฏิบัติใช้ และเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน

         นอกจากโครงการชีววิถีฯ แล้ว กฟผ. ยังได้เดินหน้าอีกหลายโครงการ โดยมุ่งเน้นที่ความยั่งยืน อาทิ “โครงการเขื่อนสิรินธรโมเดล” ที่ริเริ่มขึ้นในปี 2559 เป็นการน้อมนำแนวทางของ “ดอยตุงโมเดล” หรือ “ศาสตร์พระราชา” และ “ตำราแม่ฟ้าหลวง” มาปรับใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคมโดยรอบพื้นที่เขื่อนสิรินธรของ กฟผ. ในจังหวัดอุบลราชธานี โดยหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มุ่งให้เกิดการพัฒนาอาชีพสร้างรายได้อย่างยั่งยืน สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างมีความสุข เป็นต้นแบบของโครงการพัฒนาชุมชนรอบหน่วยงานของ กฟผ. ทั่วประเทศ “โครงการปลูกป่า กฟผ.” ที่ดำเนินการด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนในพื้นที่ โดยเป็นทั้งผู้ปลูกและผู้บำรุงรักษา เพื่อให้ป่าที่ปลูกนั้นอยู่รอดเป็นป่าที่สมบูรณ์ โดยดำเนินการมาแล้วกว่า 20 ปี ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 5 แสนไร่ ใน 49 จังหวัด ทั้งป่าต้นน้ำ ป่าชายเลน ป่าพรุ ป่าชุมชน และป่าในพื้นที่โครงการพระราชดำริต่าง ๆ ซึ่งในการดำเนินการยังช่วยสร้างจิตสำนึกให้เกิดความรักและหวงแหนทรัพยากรในพื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่

มองหลายมิติเพื่อเชื่อมโยงเป้าหมายความยั่งยืน

         นอกจากจะรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างอาชีพแล้ว ยังมีการดำเนินโครงการในด้านอื่น อย่างเช่น “โครงการห้องเรียนสีเขียว” จัดตั้งขึ้นในปี 2541 เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนมีอุปนิสัยในการประหยัดไฟฟ้าและรักษาสิ่งแวดล้อมโดยการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเองผ่านกระบวนการเรียนการสอนที่สนุกสนานและนำไปสู่การสร้างทัศนคติการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และต่อยอดด้วย “โครงการโรงเรียนสีเขียว” หรือโรงเรียนต้นแบบด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมโดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2542 และในปี 2557 ได้พัฒนาไปสู่การเป็น “โรงเรียนคาร์บอนต่ำ” เพื่อกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้โรงเรียนในโครงการมีมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นก้าวสำคัญสู่การพัฒนาชุมชนรอบข้างอันเป็นที่มาของ “โครงการชุมชนประหยัดพลังงานเบอร์ 5” ซึ่งชุมชนประหยัดพลังงานเบอร์ 5 แห่งแรกของประเทศไทยเกิดที่ชุมชนบ้านปวงสนุก อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีประชาชนจำนวน 33 ครัวเรือน เข้าร่วมโครงการ

         นอกจากนี้ยังมี “โครงการแว่นแก้ว” โครงการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ กฟผ. ร่วมกับพันธมิตร จัดตั้งโครงการขึ้น เพื่อออกหน่วยวัดสายตาประกอบแว่นโดยไม่คิดมูลค่าเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่มีปัญหาสายตาทั่วประเทศ ซึ่งนับเป็นการมอบโอกาสในการมองเห็นที่ชัดเจนขึ้น มอบคุณภาพชีวิตดีขึ้น อีกทั้งยังมี “โครงการสนับสนุนด้านกีฬา” ที่สร้างโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาตนเอง อาทิ โครงการพัฒนานักกีฬายกน้ำหนักไทยสู่สากล การแข่งขันเรือยาวสากลชิงแชมป์โลก โครงการสานฝันตะกร้อสู่เอเชียนเกมส์โลก และกีฬาเปตอง เป็นต้น โดยสนับสนุนทุน อุปกรณ์กีฬา และอื่นๆ ซึ่งล้วนสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย เนื่องจากนักกีฬาที่ กฟผ. ให้การสนับสนุน พัฒนาความสามารถจนได้รับเหรียญรางวัลทั้งในมหกรรมการแข่งขันกีฬาระดับโลกและระดับภูมิภาค

ยิ่งแบ่ง ยิ่งเพิ่ม

         กฟผ. เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ประเทศชาติก้าวหน้าและเติบโตอย่างยั่งยืนได้ดีที่สุด คือ การส่งเสริมการศึกษาและสร้างโอกาสทางการศึกษา จึงนำมาสู่การจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ เพื่อหวังแบ่งปันองค์ความรู้ด้านพลังงานสู่สังคมใน “โครงการศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.” ทั้ง 8 แห่งกระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทยประกอบด้วย

  • 1) ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง จังหวัดนนทบุรี
  • 2) พิพิธภัณฑ์ศูนย์ถ่านหินลิกไนต์ศึกษา (เหมืองแม่เมาะ) เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว จังหวัดลำปาง
  • 3) ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ.เขื่อนศรีนครินทร์ (ราชานุรักษ์) จังหวัดกาญจนบุรี
  • 4) ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. จะนะ (พลังคิด) จังหวัดสงขลา
  • 5) ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ทับสะแก (พลังคิด ดี) จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
  • 6) ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา และอีก 2 แห่งที่กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการอย่าง
  • 7) ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. แม่ออน จังหวัดเชียงใหม่
  • 8) ศูนย์การเรียนรู้โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ กฟผ. แม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน

         มุ่งหวังให้ความรู้ด้านการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า และการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสั่งคมอย่างยั่งยืน โดยศูนย์การเรียนรู้ต่าง ๆ ได้เลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเป็นสื่อในการสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบอินเตอร์แอคทีฟ ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สร้างประสบการณ์ที่ทั้งน่าสนใจและสนุกสนานแก่ผู้มาเยือน

         เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมของ กฟผ. ที่หยิบยกมาถ่ายทอดให้ทุกคนได้รับรู้ รับทราบ ซึ่งโครงการเหล่านี้ยังคงมีการสืบสานและต่อยอดอย่างต่อเนื่อง ด้วยความตั้งใจจริงที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือและร่วมผลักดันสังคมให้พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน