จากพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวงรัชกาลที่ 10 ในการสืบสานต่อยอดศาสตร์พระราชา เพื่อสร้างความอยู่ดีมีสุขแก่ประชาชน พระองค์ทรงเริ่มต้นด้วยการปลุกจิตอาสาที่มีอยู่ในใจของคนไทยทุกคน มาเป็นแรงขับเคลื่อน ซึ่งการที่ทุกคนจะร่วมกันขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายความยั่งยืนนั้น จะต้องมีวิธีการคิดแบบองค์รวม ทำอย่างเป็นระบบ ขับเคลื่อนการดำเนินงานไปพร้อม ๆ กันอย่างเป็นแบบแผน ไม่แตกแยกไปคนละทิศทาง

         “สืบสานศาสตร์พระราชา” พระราชประสงค์ของในหลวงรัชกาลที่ 10

         “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” พระปฐมบรมราชโองการของในหลวงรัชกาลที่ 10 วันที่ 4 พฤษภาคม 2562

         โดยความหมายของคำว่า สืบสาน รักษา และต่อยอด ในที่นี้คือ การสืบสานศาสตร์พระราชา รักษาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ และต่อยอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับภูมิสังคม นั่นเอง

         จากที่ได้กล่าวมา ด้วยพระปรีชาสามารถและสายพระเนตรอันกว้างไกลของกษัตริย์นักบินพระองค์นี้ จึงทรงมีพระราชประสงค์ให้มีการฝึกจิตอาสา 904 หลักสูตรหลักประจำ “เป็นเบ้า เป็นแม่พิมพ์” ที่มีการประยุกต์แนวพระราชดำริเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อพึ่งพาตนเองและรองรับภัยพิบัติ โดยมีระยะเวลาการฝึก 50 วัน มีผู้เข้ารับการฝึกรุ่นละประมาณ 500 คน ซึ่งการฝึกจิตอาสา 904 ใน 3 รุ่นแรก ได้ใช้พื้นที่ฝึกที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี มีการจำลองการใช้ชีวิตในโลกอนาคตซึ่งมนุษยชาติอาจจะต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่แปรปรวน เกิดภัยพิบัติต่าง ๆ ผู้เข้ารับการฝึกจึงต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตให้พร้อมรับมือกับความเสี่ยงในโลกอนาคตเหล่านั้น เช่น ได้มีการปรับพื้นที่สำหรับการดำรงชีวิต มีการกักเก็บน้ำฝนอย่างเป็นระบบ อาหารการกินที่ได้มาจากปลาที่เลี้ยงและพืชพรรณธัญญาหารที่ปลูกเอง จึงทำให้ไม่มีต้นทุนทางอาหาร ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้เป็นสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสอนพวกเรามาเป็นเวลาช้านานแล้ว เป็นภูมิปัญญาบรรพบุรุษ แต่เหตุใดเราจึงไม่เชื่อ เราไม่เคยสนใจเพราะคนไทยไม่เชื่อคนไทยด้วยกันเอง

         การฝึกจิตอาสา 904 หลักสูตรหลักประจำ “เป็นเบ้า เป็นแม่พิมพ์” ปัจจุบันได้มีการขยายตัวเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ยังทรงมีพระราชประสงค์ให้มีหลักสูตรพื้นฐานที่มีระยะเวลาการฝึก 15 วันด้วย ซึ่งในช่วงเริ่มแรกได้ฝึกในพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ที่กรมทหารราบที่ 11 มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.11 ทม.รอ.) ถนนพหลโยธิน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร และได้ทำการฝึกไปแล้ว 3 รุ่น มีผู้เข้ารับการฝึกประมาณ 1,500 คน แต่หากรวมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของการฝึกจิตอาสา 904 ทั้งหลักสูตรหลักประจำและหลักสูตรพื้นฐานมีผู้เข้ารับการฝึกไปแล้วทั้งสิ้นนับหลายพันคน

         ในส่วนพื้นที่ฝึกก็มีการขยายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน จาก 10 ไร่ เป็น 30 ไร่ 40 ไร่ จนปัจจุบันเป็นพื้นที่เกือบ 200 ไร่ ผู้ที่เข้ารับการฝึกมีหลายช่วงวัยที่มาจากต่างสาขาอาชีพ ทั้งทหารระดับพลเอก นักเรียนนายร้อย พยาบาล อธิการบดี คณบดี ข้าราชการ นิสิต นักศึกษา ฯลฯ ทั้งนี้ ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเยาวชนเป็นหลัก ทรงเล็งเห็นว่าการที่จะสืบสานงานของพระราชบิดาให้ยั่งยืนนับร้อยนับพันปี จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางรากฐานเข้าไปในระบบโครงสร้างของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างทางการศึกษา

         ‘3 ระดับ 5 กลไก 7 ภาคี’ กุญแจสำคัญของการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา

         หลักการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาให้ยั่งยืน ซึ่งเป็นการพัฒนาที่มีประชาชนเป็นแกนกลาง และภาคีอื่น ๆ ร่วมบูรณาการเพื่อเสริมกลไกเดิมของภาครัฐที่มีอยู่ เป็นการขับเคลื่อนในพื้นที่ 3 ระดับ เป็นอย่างน้อย คือ ระดับชุมชนหรือลุ่มน้ำ ระดับจังหวัดหรือภูมิภาค และระดับชาติ ภายใต้การมีส่วนร่วมของ 5 กลไก ที่จะช่วยหนุนเสริมงานขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ประกอบด้วย กลไกการประสานงานภาคีเครือข่าย กลไกแผนงานและยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการ กลไกการติดตามและประเมินผล กลไกการจัดการความรู้ อันเป็นองค์ความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติที่ต้องนำมาจัดทำเป็นตำราหรือคู่มือเฉพาะในแต่ละพื้นที่ และกลไกการสื่อสารสังคมให้รับรู้ ร่วมด้วย การบูรณาการของ 7 ภาคี คือ ภาครัฐที่ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณ กฎหมาย รวมถึงเครื่องมือต่าง ๆ ภาควิชาการและสถาบันการศึกษา ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อมวลชน

         ระบบ 3-5-7 นี้ จะช่วยหนุนเสริมให้การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนของโลกได้ทั้ง 17 ข้อ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แม้สิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจมาตลอดระยะเวลา 70 ปีของการครองราชย์ จะทำให้บรรลุเป้าหมายความยั่งยืนได้เกือบครบทั้ง 17 ข้อแล้ว แต่พระองค์ทรงเน้นที่ข้อ 2 เป็นหลัก ในเรื่องการขจัดความอดอยากและสร้างความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีสื่อต่างชาติมาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสัมภาษณ์พระองค์ว่าทรงกำลังสู้รบกับระบบคอมมิวนิสต์อยู่หรือ ? พระองค์พระราชทานสัมภาษณ์กลับไปว่าทรงกำลังสู้รบอยู่กับความอดอยาก ความหิวโหยของประชาชนภายในชาติ

         หากถามว่าทำไมจึงเลือกพื้นที่ของ กฟผ. ในการดำเนินงานขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชา ก็ตอบได้โดยเปรียบเทียบว่าถ้าประเทศไทยเป็นร่างกายมนุษย์ กฟผ. ก็เปรียบได้ว่าเป็นระบบประสาท (Nervous System) ที่ทำหน้าที่ส่งผ่านพลังงานไปทั่วร่างกายหรือประเทศ หากระบบประสาทชำรุดเสียหาย ร่างกายหรือประเทศก็เดินหน้าต่อไม่ได้ จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้ระบบประสาทของประเทศแข็งแกร่ง ให้มีความมั่นคงทางพลังงาน นอกจากนี้ ด้วยสมรรถภาพขององค์การ ศักยภาพของบุคลากร และเครื่องมือต่าง ๆ หาก กฟผ. ดำเนินงานอย่างถูกต้องและจริงจัง ก็เชื่อมั่นได้ว่าในพื้นที่การดำเนินงานของ กฟผ. จะเป็นต้นแบบทางด้านความยั่งยืนของโลกได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี

         และนี่เองคือเป้าหมายที่จะสร้างความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในโลกให้ได้ โดยเริ่มจากประเทศไทยเป็นพื้นที่แรกด้วย ‘ศาสตร์ของพระราชา’

         ที่มา : - การบรรยาย “การขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาสู่เป้าหมายความยั่งยืนของโลก” โดย ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ วันที่ 20 กันยายน 2562 ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช สำนักงานใหญ่ กฟผ.