ความเก่งกาจของไทยในระดับโลก นั่นก็คือ แชมป์ส่งออกข้าวหลายสมัย และยังเป็นข้าวเกรดพรีเมี่ยมอีกซะด้วยซ้ำ แต่มันขัดแย้งที่ว่าปลูกข้าวจำนวนมากและได้คุณภาพขนาดนี้แล้ว แต่ชาวนายังมีฐานะยากจน ทั้ง ๆ ที่ทำงานอย่างหนักแบบหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเพื่อเลี้ยงคนทุกระดับฐานะและอาชีพ กลับทำให้อาชีพนี้มีรายได้เหมือนย่ำอยู่กับที่ และทางออกที่ยั่งยืนของเรื่องจะเป็นอย่างไร

         ลองกลับมาทบทวนภูมิศาสตร์ของประเทศไทย มีความเหมาะสมต่อการทำเกษตรอย่างมาก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มชุ่มน้ำ ปลูกอะไรก็ขึ้น แค่โยนเมล็ดมะม่วงไปตรงที่มีดินเดี๋ยวรากก็งอก อีกทั้งความสามารถในการเพาะปลูกที่ติดตัวมาจากบรรพบุรุษเมื่อพิจารณาผ่านหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่าเมืองโบราณศรีเทพมีการบริหารจัดการน้ำมานานร่วมพันกว่าปี หรือแม้แต่สมัยสุโขทัยเป็นราชธานีก็มีการวางระบบชลประทานที่เรียกว่า “สรีดภงส์” หรือทำนบพระร่วง ซึ่งทำหน้าที่เก็บกักน้ำจากทำนบดินและชักน้ำไปตามคลองส่งน้ำมาใช้ในเมือง สิ่งเหล่านี้ได้บ่งบอกความเป็นซิกเนเจอร์ของคนไทยเลยทีเดียว

         หากย้อนไปสัก 40 ปีที่ผ่านมา เกษตรวิถีแบบพออยู่พอกินยังมีให้เห็นอยู่ดาษดื่น มีมากก็แบ่งปัน ยกตัวอย่างใกล้ ๆ เมืองหลวง เช่น สวนย่านตลิ่งชัน ฝั่งธนบุรี หรือเมืองนนท์ มีทั้งพืช ผัก สวนครัว ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ยืนต้นสลับกันไป ทยอยให้ผลผลิตออกมาจำหน่ายได้ตลอดปี มีรายได้ต่อเนื่อง พอถึงรุ่นลูก-หลานก็ไม่นิยมทำสวนเพื่อสานต่อ หรือทำก็ทำแบบระบบนายทุน คือ จ้างทุกขั้นตอน เน้นปลูกพืชระบบเชิงเดี่ยวสนองความต้องการของตลาดที่ขาดความพอดี สนองต่อความโลภที่ไม่รู้จักพอ

         ในท่ามกลางกระแสแห่งโลกทุนนิยม ยังมีองค์ความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สวนกระแสทุนนิยม นั่นคือ หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการดำรงชีวิตของประชากรในทุกระดับให้ดำเนินไปในทางสายกลาง ด้วยความพอประมาณ มีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันตนเองที่ดีพอสมควร อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก ซึ่งมีบทพิสูจน์แล้วสามารถหลุดพ้นจากหนี้สิน และสร้างความยั่งยืนได้ กลายเป็นคนต่างชาติที่ทึ่งในพระอัจฉริยภาพและมองเห็นว่าเป็นหลักการชั้นเลิศ จึงทำให้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการเชิดชูสูงสุดจากองค์การสหประชาชาติ (UN) โดย นายโคฟี อันนัน ในฐานะเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล The Human Development Lifetime Achievement Award แด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2549 และได้มีปาฐกถาถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นปรัชญา ที่สามารถเริ่มได้จากการสร้างภูมิคุ้มกันตนเองสู่ชุมชน จนถึงระดับเศรษฐกิจในวงกว้างขึ้นในที่สุด เป็นหลักปรัชญาที่มีประโยชน์ต่อคนทุกชาติทุกภาษา โดยองค์การสหประชาชาติได้สนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ ที่เป็นสมาชิก 166 ประเทศ ยึดเป็นแนวทางสู่การพัฒนาประเทศแบบยั่งยืน

         ความทรงคุณค่าของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ชาวต่างชาติพิจารณาเห็น คือ ทฤษฎีใหม่ ๆ มากกว่า 30 ทฤษฎีที่ผ่านการค้นคว้าทดลองและได้ผลจริง และมีแนวทางเหมาะสมต่อการพัฒนาการเกษตร โดยเฉพาะการบริหารจัดการที่ดินจำนวนน้อย ๆ เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่มีที่ทำกินไม่มากเฉลี่ยครอบครัวละ 10-15 ไร่ ดังนั้น เพื่อให้เป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง พระองค์ทรงใช้พื้นที่บริเวณพระตำหนักสวนจิตรลดาเป็นสถานที่ทำการศึกษาและค้นคว้า และขยายผลไปยังโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในต่างจังหวัดมากกว่า 3,000 โครงการทั่วประเทศจนเป็นที่ยอมรับ

         จนกระทั่ง ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือบรรดาลูกศิษย์เรียกว่า “อาจารย์ยักษ์” เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ลงสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนามนุษย์ พร้อมกันนี้ภารกิจสำคัญอีกประการได้แก่การขับเคลื่อน “หลักกสิกรรมธรรมชาติ” ผ่านการบ่มเพาะหลักคิดและหลักปฏิบัติผ่าน “ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มาบเอื้อง” จังหวัดชลบุรี ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่แสดงผลสัมฤทธิ์ของการนำศาสตร์พระราชาด้านบริหารจัดการดิน น้ำ ป่า มาฟื้นฟูระบบนิเวศจนสามารถพลิกฟื้นดินดาน สร้างระบบนิเวศที่สมดุลต่อระบบการผลิตภาคเกษตร พัฒนาสู่ชุมชนที่ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

         ฐานที่ 4 คนรักษ์แม่โพสพ

         ฉะนั้น ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง แห่งนี้ เปรียบดั่งมรดกอันทรงคุณค่าที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานไว้เพื่อให้เป็นแนวทางแก่ประชาราษฎร์และเกษตรกรที่ต้องการพึ่งพาตนเอง “ทฤษฎีใหม่เศรษฐกิจพอเพียง” ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อ.ยักษ์ จึงได้รวบรวมกลุ่มคนจากหลากหลายอาชีพที่มีแนวคิด อุดมการณ์ตรงกันจับมือ เพื่อร่วมฟื้นฟูประเทศ ด้วยความเชื่อมั่นว่าจะนำวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีกลับมา จึงได้น้อมนำแนวคิดเรื่องทฤษฎีใหม่เศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้กับการทำการเกษตร และการดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งรณรงค์ให้เกษตรกรเลิกใช้สารเคมี เน้นการพึ่งพาตนเอง โดยใช้เทคโนโลยีและภูมิปัญญาชาวบ้านที่เคยสืบทอดกันมาเพื่อเน้นการทำเกษตรที่ยั่งยืนบนผืนแผ่นดินไทยใน 9 ฐานการเรียนรู้ อาทิ 1) คนรักษ์พระแม่ธรณี 2) คนรักษ์ป่า 3) คนรักษ์น้ำ 4) คนรักษ์แม่โพสพ 5) คนเอาถ่าน 6) คนรักษ์สุขภาพ 7) คนมีไฟ 8) คนมีน้ำยา และ 9) คนติดดิน

         ฐานที่ 5 คนเอาถ่าน

         จาก 9 ฐานการเรียนรู้นี้จะทำให้ทัศนคติการดำรงชีวิตมีเหตุมีผลมากขึ้น เริ่มจากหาข้าวหาปลาในผืนดินของตนเอง ซึ่งจะต้องทำดินให้มีคุณภาพ พื้นที่กักเก็บน้ำได้ และสามารถปลูกพืชนานาชนิดร่วมกัน เช่น ไม้กิน ไม้ใช้งาน ร่วมกับสมุนไพร เพื่อสร้างความเกื้อกูลทางธรรมชาติ ทั้งยังเป็นการอนุรักษ์ดินและน้ำช่วยให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ประหยัดค่าใช้จ่าย มีรายได้เหลือพอสำหรับใช้สอยสิ่งจำเป็น สร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งเกิดจากผลลัพธ์ที่มาจากการบริหารจัดการพื้นที่ทำกิน

         โดยเฉพาะการจัดเก็บกักน้ำให้กระจายในแต่ละพื้นที่โดยไม่หวังพึ่งพาระบบชลประทาน หรือเรียกวิธีการนี้ว่า “โคก หนอง นาโมเดล” เป็นวิธีที่ทุกคนทำได้เพียงแค่ปรับวิธีการทำการเกษตรใหม่ ๆ ตามแนวทางทฤษฎีใหม่ เช่น ยกหัวคันนาให้สูงขึ้น เพื่อสามารถเก็บกักน้ำได้มากขึ้น และขุดหนองน้ำไว้ใช้ ขุดคลองไส้ไก่ให้เลี้ยวลดไปในพื้นที่ตนเอง สร้างความชุ่มชื้นให้พื้นที่ได้เป็นอย่างดี หากทุกคนทำได้จะสามารถลดความรุนแรงจากภาวะน้ำท่วมและน้ำแล้งได้

         สำหรับวันนี้ของศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ มีเครือข่ายร่วมอุดมการณ์อยู่ทั่วประเทศถึง 47 แห่ง ทำหน้าที่เพาะต้นกล้าแนวทางการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายความรู้อันทรงคุณค่าจากศาสตร์พระราชาไปทั่วแผ่นดินไทย เพื่อให้ทุกคนหลุดพ้นจากคำว่า “ยากจน” สร้างภูมิคุ้มกันตนเองเมื่อต้องเผชิญหน้าต่อภัยพิบัติและวิกฤตต่าง ๆ ได้อย่างภาคภูมิใจด้วยมันสมองและสองมือของตนเอง

         ด้าน คุณประสิทธิ์ เซ็นสมบูรณ์ วิทยากรระดับ 7 ผู้ปฏิบัติงานฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์การ เป็นผู้ที่มีความศรัทธาและให้ความสนใจในศาสตร์พระราชา อีกทั้งเคยผ่านการอบรมจากศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ได้นำวิธีการต่าง ๆ มาทดลองปฏิบัติจริงในที่ดินตนเองเพียง 5 ไร่ที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ได้มีการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกในพื้นที่น้อย ๆ ตามแนวทางศาสตร์พระราชา คือ สร้างหนองน้ำร้อยละ 30 ของพื้นที่เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำทำการเกษตร ปลูกต้นไม้หลากหลายชนิดทั้งไม้ยืนต้น ไม้ผล สมุนไพร ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น พืชผักต่าง ๆ ร้อยละ 30 ของพื้นที่ สุดท้ายเป็นที่อยู่อาศัยเพียง ร้อยละ 10 ของพื้นที่เท่านั้น จนถึงวันนี้ไม่เพียงแต่ตนได้รับความร่มรื่น พออยู่ พอกิน พอใช้เท่านั้น ผลผลิตที่เหลือยังนำมาเกื้อหนุนจุนเจือเพื่อนบ้าน และเพื่อนร่วมงาน นับได้ว่าเป็นการศึกษาศาสตร์พระราชาให้ประจักษ์แจ้ง ด้วยการลงมือทำจริงก่อนที่จะนำประสบการณ์ที่ไดรับไปต่อยอดพัฒนาในขั้นต่อ ๆ ไป

         “งานของพระองค์ยังไม่จบ” เป็นคำกล่าวของ อ.ยักษ์ ที่มักกล่าวอยู่บ่อยครั้ง และยังอุทิศตนอาสาทำหน้าที่เพื่อให้คนไทยหลุดพ้นจากความยากจน นี่คือ สิ่งที่พระองค์ปรารถนาอยากให้คนไทยมีภูมิคุ้มกันที่ดีสามารถพึ่งพาตนเองได้ในยามเกิดวิกฤตต่าง ๆ เพราะความทุกข์ ความยากจน ไม่เคยมีวันหยุดเลยแม้สักวันเดียว หากทุกคนยังจำได้ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ได้ทรงงานหนักมาโดยตลอด ก็เพื่อให้คนไทยและคนทั้งโลกหลุดพ้นจากความทุกข์ และความยากจนนั่นเอง

         หลายครั้งที่ผลผลิตทางการเกษตรมีราคาตกต่ำ เนื่องจากการปลูกพืชแบบเชิงเดี่ยวจนเกินความต้องการของตลาดส่งผลให้ราคาตกฮวบฮาบ สุดท้ายไม่ก่อให้เกิดรายได้กลับกลายเป็นหนี้สินที่เข้ามาแทนที่ จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำงานหนักแต่มีรายได้ไม่คุ้มกับการลงแรงเลยสักนิด ทางออกที่หลงลืมกันไปนั่นคือ กสิกรรมธรรมชาติ ที่เน้นการปลูกพืชแบบผสมผสาน มีผลผลิตออกมาทุกฤดูกาลแม้จะไม่ได้มีปริมาณมากก็ตามที แต่สร้างรายได้ทั้งปี อีกทั้งยังสามารถหากินอยู่บนที่ดินของตนเอง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ สุดท้ายเกิดความยั่งยืน มั่นคงในการดำรงชีวิต