ผู้ว่าการ กฟผ. พร้อมคณะผู้บริหาร ขึ้นเวทีพบผู้ปฏิบัติงานรับปีใหม่ พ.ศ. 2563 อวยพรปีใหม่ พร้อมมอบทิศทางการทำงานในปี 2563 ให้กับผู้ปฏิบัติงานทั่วประเทศ

          เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2563 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดงานวันพบผู้ว่าการ ประจำปี 2563 ณ หอประชุมเกษม จาติกวณิช กฟผ. สำนักงานใหญ่ โดย นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้กล่าวอวยพรปีใหม่ พร้อมกับมอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานแก่ผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ทั่วประเทศ

         นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า ในปี 2562 ที่ผ่านมา กฟผ. ได้รับรางวัลกว่า 50 รางวัล จาก 20 องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีทั้งด้านการบริหารองค์การ และด้านของนวัตกรรมต่าง ๆ โดยรางวัลที่เป็นที่น่าภาคภูมิใจคือ รางวัลที่เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านจริยธรรมที่สะท้อนให้เห็นว่า กฟผ. เป็นองค์การที่มีธรรมาภิบาล ซึ่งล่าสุดเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ได้ประกาศผลคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) ประจำปี พ.ศ. 2562 ซึ่ง กฟผ. ได้คะแนนเป็นอันดับ 1 ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพลังงาน และยังจัดอยู่ในอันดับ 10 ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้งประเทศ นอกจากนี้ ยังได้รับรางวัล “ANTI-CORRUPTION AWARDS 2019” จากสมาคมผู้สื่อข่าวต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งจัดขึ้นเพื่อยกย่อง เชิดชู บุคคล องค์กร และสื่อมวลชนที่ยึดหลักธรรมาภิบาล ในการดำเนินงาน และยังมี 3 รางวัลใหญ่จากเวทีมอบรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ประจำปี 2562 และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในปี 2563 นี้ กฟผ. จะได้รับรางวัลที่ไม่แพ้ปี 2562

         สำหรับการดำเนินงานในปี 2563 นั้น กฟผ. จะเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อเสริมระบบตามแผน PDP 2018 โดยเตรียมเสนอโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าทั้ง 8 โรง รวมกำลังผลิต 5,400 เมกะวัตต์ ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้สำเร็จภายในปี 2563 นี้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้า หากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าผ่านมติ ครม. แล้ว จะเริ่มสร้างโรงแรกคือ โครงการโรงไฟฟ้าน้ำพองทดแทน และโครงการโรงไฟฟ้าสุราษฎร์ธานี ชุดที่ 1-2 ซึ่งตั้งเป้าว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าชิงพาณิชย์ได้ราวปี 2568 นอกจากนี้ กฟผ. พร้อมเดินหน้าตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน Energy for All ค้นหาพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการจัดสร้างโรงไฟฟ้าชุมชน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนให้มีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อีกทั้งจะเดินหน้าด้านการเป็นศูนย์กลางพลังงานไฟฟ้าของอาเซียน ซึ่งได้มีการขับเคลื่อนมาตั้งแต่ปี 2562 โดยได้มีการลงนามต่อสัญญาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านระหว่างไทย สปป.ลาว และมาเลเซีย ตามมติของ กพช. นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือกับประเทศกัมพูชา เรื่องแผนการสร้างระบบส่งเชื่อมโยงไทย - กัมพูชา โดยวางแผนที่จะซื้อขายพลังงานไฟฟ้าราว 1,000 เมกะวัตต์ ผ่านระบบสายส่งแรงดัน 500 เควี และการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อศึกษาการเตรียมพร้อมตลาดการซื้อขายไฟฟ้าในประเทศและระดับภูมิภาค

         ทั้งนี้ ในด้านการแสวงหาโอกาสในอนาคตนั้น กฟผ. ได้ร่วมมือกับภาคเอกชน ดำเนินการ Smart City และ ERC Sandbox เพื่อยกระดับการบริหารจัดการพลังงานภายในพื้นที่ และดำเนินการยกระดับศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. สำนักงานกลาง ให้เป็น EGAT Energy Excellence Center โดยตั้งเป้าหมายให้เป็น ZERO Building ลดการใช้พลังงานจากระบบไฟฟ้า โดยพึ่งพาพลังงานหมุนเวียนจากแหล่งต่าง ๆ ที่จะติดตั้งภายในพื้นที่ศูนย์การเรียนรู้ฯ และเพื่อให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการพลังงานทดแทนของ กฟผ. ด้วย ส่วนเรื่องการเป็นผู้นำเข้า LNG รายที่สองของประเทศนั้น ขณะนี้ได้ทดลองนำเข้า LNG แบบตลาดจร (spot) ปริมาณ 65,000 ตัน สำเร็จแล้ว โดยได้นำเข้าระบบใช้งาน ที่โรงไฟฟ้าบางปะกง ชุดที่ 5 โรงไฟฟ้าวังน้อย ชุดที่ 4 และโรงไฟฟ้าพระนครใต้ทดแทน ชุดที่ 1 ซึ่งจะช่วยทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงประมาณ 0.42 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งและในปีนี้จะมีการนำเข้าล็อตที่ 2 ราวเดือนเมษายน เพื่อเดินหน้าในการเป็นผู้นำเข้า LNG ต่อไป

         นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่จะเดินหน้าในปี 2563 คือ การนำศาสตร์พระราชามาใช้ในพื้นที่ 7 เขื่อนพระนาม 3 โรงไฟฟ้า เพื่อเข้าถึงกลุ่มชุมชนโดยรอบพื้นที่ของ กฟผ. ให้มากขึ้น และจะนำไปปรับใช้กับการดำเนินโครงการใหม่ ๆ ของ กฟผ. เพื่อให้เกิดการยอมรับและเกิดความเข้าใจที่ตรงกันระหว่าง กฟผ. กับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย