คณะทำงานภายใต้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ร่วมประเมินสภาพอากาศช่วงปลายฤดูแล้งต่อฤดูฝน พร้อมติดตามสถานการณ์น้ำจากแหล่งน้ำขนาดใหญ่-กลาง และแหล่งธรรมชาติ เกรงปริมาณน้ำไม่พอใช้งาน ด้าน ชฟม. เผยเขื่อนใหญ่ กฟผ. ทั้ง 5 แห่งมีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่าร้อยละ 30 อาจส่งผลกระทบหากไม่มีมาตรการรองรับ

         เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2563 นายประเสริฐ อินทับ ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยนางวันเพ็ญ แก้วแกมทอง หัวหน้ากองจัดการทรัพยากรน้ำ และทีมงาน เป็นผู้แทน กฟผ. ร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ไปยังคณะทำงานภายใต้ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) โดยมี ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นประธานการประชุม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสภาพอากาศในช่วงปลายฤดูแล้งต่อต้นฤดูฝนและติดตามสถานการณ์น้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่หลายพื้นที่มีปริมาณน้ำใช้การไม่เพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้ง ณ ห้อง 1105 อาคาร ท.101 กฟผ. สำนักงานกลาง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี

         ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะ ประธานการประชุม กล่าวว่า ได้มีการหารือมาตรการรองรับสถานการณ์น้ำหลากในฤดูฝน ปี 2563 ได้แก่ การตรวจสอบสภาพอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำ สถานีโทรมาตร โดย 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) การตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมถึงแผนการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารสิ่งกีดขวางทางน้ำ ปี 2563 การกำจัดวัชพืช ผักตบชวาในทางน้ำ โดยเร่งสำรวจแม่น้ำคูคลองด้วยภาพถ่ายดาวเทียมในแม่น้ำสายหลัก แผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูฝน ปี 2563 ซึ่งขณะนี้ กรมชลประทานได้ดำเนินการจัดสรรน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ เมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ขณะที่พื้นที่อื่น ๆ หากปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอเมื่อเข้าสู่ฤดูฝนแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะวางแผนการจัดสรรน้ำ การส่งน้ำในแต่ละพื้นที่โดยแจ้งผ่านกลุ่มผู้ใช้น้ำเพื่อเตรียมเริ่มต้นการเพาะปลูก ทั้งนี้ คณะทำงาน ฯ จะนำประเด็นต่าง ๆ นำเสนอสรุปเข้าสู่ที่ประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ โดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมในวันที่ 9 เมษายน นี้ต่อไป

         ด้าน นายประเสริฐ อินทับ กล่าวว่า ในส่วนของอ่างเก็บน้ำที่ กฟผ. ดูแล มีปริมาณน้ำใช้การได้น้อยกว่าร้อยละ 30 จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนห้วยกุ่ม และเขื่อนรัชชประภา อาจส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคหากไม่มีมาตรการรองรับ ทั้งนี้ในภาพรวมได้มีการบริหารจัดการการระบายน้ำเป็นไปตามแผนโดยระบายน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศเป็นหลัก เพื่อให้มีปริมาณน้ำใช้การได้เพียงพอใช้ตลอดช่วงแล้งจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2563 นี้ และสำหรับเขื่อนอุบลรัตน์ มีการใช้น้ำต่ำกว่าระดับเก็บกักต่ำสุดเพื่อสนับสนุนน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภค และรักษาระบบนิเวศเท่าที่จำเป็น

         สำหรับการให้ความช่วยเหลือภัยแล้งที่ประชาชนได้รับผลกระทบ กฟผ. ไม่ได้นิ่งนอนใจได้ให้การช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมาจนถึง ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563 ได้จัดส่งน้ำให้แก่ชุมชนในพื้นที่ที่ประสบปัญหา ขาดแคลนน้ำทั้งสิ้น 19,572,620 ลิตร ยังรวมถึงการสูบน้ำผ่านโครงการจัดหาน้ำผู้อพยพท้ายเขื่อนสิริกิติ์ให้กับราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ อีกจำนวน 324,205 ลิตร ให้บริการน้ำประปา 2,208,000 ลิตร ให้บริการน้ำขวด 35,496 ขวด รวมถึงการสนับสนุนป้องกันภัยแล้ง เช่น สร้างฝาย ทำแนวป้องกันไฟป่า และดับไฟป่าร่วมกับหน่วยงานราชการในพื้นที่อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

         นอกจากนี้ การรายงานสภาพอากาศและการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) คาดการณ์ว่าในเดือนเมษายนนี้ จะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นซึ่งจะส่งผลยาวไปถึงประมาณวันที่ 27 เมษายน โดยฝนที่ตกส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลางบางพื้นที่ ประธานคณะทำงานภายใต้ กอนช. เน้นย้ำทุกหน่วยงาน และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมเก็บกักน้ำให้มากที่สุด ส่วนการคาดการณ์พายุในฤดูฝนขณะนี้ยังไม่มีแนวโน้มการเกิดพายุแต่อย่างใด ซึ่งคณะทำงานฯ จะมีการติดตามประเมินสถานการณ์พายุและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิดเพื่อแจ้งเตือนและวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพอากาศ เป็นระยะ ๆ ต่อไป