035.jpg

โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนเจ้าพระยาฯ ปฐมบทการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างรู้คุณค่า

ทุกครั้งที่ กฟผ. ก่อสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าแล้วเสร็จ ชาว กฟผ. ทุกคนจะได้ปลื้มปีติจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระกรุณาธิคุณของพระบรมวงศานุวงศ์ ที่เสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบพิธีเปิดเขื่อนและโรงไฟฟ้าของ กฟผ. อยู่เสมอ และล่าสุด

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ชาว กฟผ. ก็ได้มีโอกาสถวายการต้อนรับ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ในการเสด็จฯ ทรงประกอบพิธีเปิดโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนเจ้าพระยาเฉลิมพระเกียรติ 60 ปีบรมราชาภิเษก ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ที่จะเป็นต้นแบบการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรน้ำของไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุดสืบไป

พสกนิกรเฝ้ารับเสด็จฯ ร่วมมีส่วนในพิธีการสำคัญ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงประกอบพิธีเปิดโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนเจ้าพระยาฯ ณ เขื่อนเจ้าพระยา อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา ยังความซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณที่พระราชทานให้ กฟผ. เป็นล้นพ้น และในวันนั้นนอกจากผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพลังงานและ กฟผ. นำโดย นายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟผ. แล้ว ยังมี นายจำลอง โพธิ์สุข ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท พร้อมด้วย นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน ตลอดจนข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนชาวจังหวัดชัยนาท ที่มาเฝ้ารับเสด็จฯ อย่างเนื่องแน่น เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนเจ้าพระยาฯ ไม่ได้เป็นเพียงโครงการของ กฟผ. หากแต่เป็นความภาคภูมิใจของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวชัยนาทด้วย

เจ้าฟ้านักพัฒนา ทรงสนพระทัยงานของ กฟผ.

ในส่วนของพิธีการ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงกดปุ่มไฟฟ้าเปิดแพรคลุมป้ายชื่อโรงไฟฟ้าเขื่อนเจ้าพระยาฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นเสด็จฯ เข้าภายในโรงไฟฟ้า เพื่อทอดพระเนตรกิจกรรมต่างๆ โดยมี นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟผ. นายธวัช วัจนะพรสิทธิ์ รองผู้ว่าการกิจการสังคมและสิ่งแวดล้อม นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้า และนายกิตติ ตันเจริญผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ถวายรายงานเกี่ยวกับการดำเนินโครงการก่อสร้าง งานเดินเครื่อง และงานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมของ กฟผ. ทั้งนี้ ทรงมีพระราชปฏิสัณฐานกับผู้บริหาร กฟผ. ที่ถวายรายงาน และทรงสนพระทัยซักถามอย่างละเอียด ในประเด็นเกี่ยวกับโครงการที่ กฟผ. ดำเนินการตามแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี (พ.ศ.2554-2573) ของกระทรวงพลังงาน ประเด็นการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนเจ้าพระยาฯ ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย มีระบบการควบคุมที่ครบวงจร ซึ่งผู้บริหาร กฟผ. ได้ถวายการอธิบายผ่านโมเดลแบบจำลองเครื่องกำเนิดไฟฟ้า นอกจากนี้ ทรงซักถามเพิ่มเติมถึงความคืบหน้าโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทานแห่งอื่นๆ อีก 5 แห่งที่อยู่ระหว่างดำเนินการ รวมถึงงานด้าน CSR ของ กฟผ. ไม่ว่าจะเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โครงการปลูกป่า และโครงการแว่นแก้ว ซึ่งเป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมกันนี้ทรงกดปุ่มเดินเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้าเป็นปฐมฤกษ์ ยังความซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณที่พระราชทานให้ กฟผ. เป็นล้นพ้น

ก่อนจะมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน

โรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน เป็นโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนระหว่าง กฟผ. กับ กรมชลประทาน ในการใช้ประโยชน์จากน้ำในเขื่อนของกรมชลประทานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของรัฐบาล ที่ประกาศไว้เมื่อเดือนกันยายน 2546 ที่กำหนดให้มุ่งเน้นส่งเสริม และพัฒนาการใช้พลังงานหมุนเวียน ( Glossary Link Renewable Energy) เพื่อลดการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ

จากนั้นในเดือนธันวาคม 2546 คณะรัฐมนตรีได้ประกาศนโยบายส่งเสริมให้มีการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กบริเวณท้ายเขื่อนชลประทาน เพื่อผลิตไฟฟ้าจากการปล่อยน้ำตามปกติของกรมชลประทานอยู่แล้ว โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นแกนหลักในการพัฒนา และกระทรวงพลังงานเป็นผู้สนับสนุนด้านเทคนิค ทั้งนี้ กฟผ. แสดงเจตจำนงในการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กท้ายเขื่อนชลประทาน 6 แห่งแรก (กำลังผลิตรวมเท่ากับ 78.7 Glossary Link เมกะวัตต์) ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ กฟผ. ดำเนินการลงทุนโครงการ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2550

สำหรับโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนเจ้าพระยาฯ เป็นหนึ่งใน 6 โรงไฟฟ้าข้างต้น และได้รับเลือกจากกระทรวงพลังงานให้เข้าเป็นหนึ่งในกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ประจำปี 2553 ในหัวข้อ "ลดโลกร้อนถวายพ่อ" ในปีมหามงคลบรมราชาภิเษกปีที่ 60 และการเฉลิมพระชนมพรรษา จึงเป็นที่มาของชื่ออย่างเป็นทางการของเขื่อนแห่งนี้ว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนเจ้าพระยาเฉลิมพระเกียรติ 60 ปี บรมราชาภิเษกเดินหน้างานก่อสร้างสู่ความสำเร็จ

กฟผ. ทำสัญญากับบริษัทกิจการร่วมทุนItalian-Thai Development Public Company Limitedและ Sino-hydro Corporation Limited ซึ่งเป็นบริษัทจากประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีนตามลำดับ ในการจ้างออกแบบและก่อสร้างด้านโยธา พร้อมทั้งซื้อและจ้างติดตั้งอุปกรณ์สำหรับโรงไฟฟ้าประกอบด้วยอาคารโรงไฟฟ้าประเภทคอนกรีตเสริมเหล็ก และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าประเภทกังหันน้ำแบบ Bulb Turbine จำนวน 2 เครื่อง กำลังผลิตติดตั้งเครื่องละ 6 เมกะวัตต์ รวมมีกำลังผลิตติดตั้ง 12 เมกะวัตต์ ผลิตพลังงานไฟฟ้าเฉลี่ย 61.75 ล้านหน่วย/ปี ใช้ปริมาณน้ำในการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยเครื่องละ 97.3 ลูกบาศก์เมตร/วินาที โดยน้ำที่ผ่านการผลิตไฟฟ้าแล้ว จะปล่อยคืนสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตามเดิม จึงไม่กระทบต่อแผนการระบายน้ำเพื่อการชลประทานแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังได้ก่อสร้างสายส่งไฟฟ้าขนาด 22 กิโลโวลต์ ระยะทาง 1.5 กิโลเมตร เพื่อส่งไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับระบบส่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคที่มีอยู่เดิม เสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ใกล้เคียง

ทั้งนี้ ได้เริ่มงานก่อสร้างเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2550 แล้วเสร็จและดำเนินการขนาดเครื่องอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2553 เป็นระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปี 9 เดือน นับเป็นโรงไฟฟ้าแห่งแรกจาก 6 โรง ของโครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำท้ายเขื่อนชลประทาน ที่ได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ พร้อมเดินเครื่องเพื่อสนองนโยบายของประเทศ

โรงไฟฟ้าอเนกประสงค์ เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

จากความพยายามของหลายภาคส่วน นำมาสู่ความสำเร็จของการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนเจ้าพระยาฯ ที่เอื้อประโยชน์ทั้งด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยสรุปดังต่อไปนี้

1) ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดได้ โดยที่ประชาชนยังคงใช้น้ำในการชลประทานได้ตามเดิม เป็นการใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด
2) เพิ่มความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าของจังหวัดชัยนาท โดยเฉพาะ อำเภอสรรพยา และพื้นที่ใกล้เคียง
3) ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ เทียบเท่าการนำเข้าน้ำมัน 15 ล้านลิตร/ปี
4) ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนประมาณ 35,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์/ปี
5) ส่งเสริมการศึกษาวิจัยด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
6) เกิดการจ้างแรงงานในท้องถิ่น
7) เพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยวให้เขื่อนเจ้าพระยา และจังหวัดชัยนาท
8) มีกองทุนพัฒนาชุมชนในเขตพื้นที่รองโรงไฟฟ้าในอัตรา 2 สตางค์/หน่วย หรือประมาณปีละ 1.2 ล้านบาท

หากมองในมุมกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ได้จากโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนเจ้าพระยาฯ อาจเป็นตัวเลขไม่มากนัก แต่หากมองในมุมประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่โรงไฟฟ้าแห้งนี้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยจะเห็นว่าโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนเจ้าพระยาฯ เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเพื่ออนาคตของลูกหลานไทยอย่างแท้จริง