เขื่อนวชิราลงกรณ ลงพื้นที่พร้อมกับประมงจังหวัดกาญจนบุรีและนักวิชาการ ตรวจสอบกรณีปลากดคังเลี้ยงในกระชังริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณลอยตาย พบจุดตั้งกระชังอยู่ในบริเวณที่เป็นอ่าวซึ่งน้ำหมุนเวียนน้อยอีกทั้งมีแพลงก์ตอนบลูมที่ทำให้เกิดน้ำเสีย ส่งผลให้ค่าออกซิเจนในน้ำต่ำ โดย กฟผ. และหน่วยงานราชการในพื้นที่จะร่วมกันหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนต่อไป

         เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2564 นายอภิรักษ์ ทองโตผู้ ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนวชิราลงกรณ ได้รับการประสานงานจากหน่วยงานราชการในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี จึงลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลกรณีปลากดคังเลี้ยงในกระชังริมอ่างเก็บน้ำเขื่อนวชิราลงกรณลอยตาย ร่วมกับนายวรรณนัฑ หิรัญชุฬหะ ประมงจังหวัดกาญจนบุรี นางสาวธิดาวรรณ โพธิ์เพชร หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง นายจิระพงศ์ ศิริวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพด้านการประมง นายณรงค์ เทศธรรม ประมงอำเภอทองผาภูมิ นางสาวนันทภัค โพธิสาร นักวิชาการประมงปฏิบัติการ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดกาญจนบุรี นายไพศาล รัตนา หัวหน้าหน่วยป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดเขื่อนวชิราลงกรณ ผู้แทนนายอำเภอทองผาภูมิ และผู้แทนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดกาญจนบุรี

         นายอภิรักษ์ ทองโต กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกันภายหลังลงพื้นที่ตรวจสอบ ประมงจังหวัดกาญจนบุรี สรุปความเห็นว่า สาเหตุมาจากการที่เกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังที่ตั้งอยู่ในอ่าวทำให้น้ำหมุนเวียนได้น้อย อีกทั้งปริมาณน้ำในเขื่อนวชิราลงกรณปีนี้มีเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งน้อยกว่าปริมาณน้ำในทุกปีที่ผ่านมา อีกทั้ง ยังเกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม (Plankton Bloom) ซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของสาหร่ายสีเขียวจำนวนมาก ประกอบกับลมพัดเข้าหาอ่าวทำให้น้ำมีสีน้ำเข้ม ขุ่น และทำให้เกิดน้ำเปลี่ยนสี นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์น้ำบริเวณจุดที่ปลาตายพบว่า ปริมาณออกซิเจนในน้ำและค่า pH ต่ำกว่ามาตรฐาน รวมถึงปัจจัยทางธรรมชาติอื่น ๆ และสารตกค้างที่เกิดจากกิจกรรมการเกษตรในพื้นที่ จึงทำให้ปลากดคังที่เลี้ยงในกระชังเกิดความเสียหาย โดยประเมินความเสียหายเบื้องต้นเป็นพันธุ์ปลากดคังขนาดเฉลี่ย 1-5 กิโลกรัม น้ำหนักรวมกันประมาณ 200 ตัน จำนวนปลากระชังที่เสียหายทั้งสิ้น 22 ราย จำนวน 85 กระชัง มูลค่าความเสียหายประมาณ 30 ล้านบาท

         อย่างไรก็ตาม หน่วยงานราชการในพื้นที่ได้ชี้แจงกับเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายให้ทราบว่า เขตเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจุดนี้อยู่ในเขตอุทยานฯ จึงไม่สามารถขึ้นทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกับกรมประมงได้ ดังนั้นจึงเสนอแนะให้เกษตรกรลากกระชังมาไว้บริเวณที่เหมาะสมน้ำไหลเวียนสะดวก เพื่อลดปริมาณการเลี้ยงให้หนาแน่นน้อยลง และให้จับปลาขนาดใหญ่ขึ้นจำหน่าย จนกว่าคุณภาพน้ำจะเป็นปกติ ส่วนกรณีที่ปลาตายให้นำไปฝังกลบโรยด้วยปูนขาวเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ และให้เติมอากาศบริเวณกระชังเลี้ยงปลา

         ทั้งนี้ กฟผ. และหน่วยงานราชการในพื้นที่จะร่วมกันหาแนวทางเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน รวมทั้งจะสื่อสารข้อมูลสภาพน้ำและสภาพอากาศให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังได้รับทราบเพื่อหาแนวทางป้องกันและแก้ไขต่อไป