การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระลอกใหม่ ทำให้สถานการณ์ในประเทศไทยกลับมาตึงเครียดขึ้น ส่งผลให้ประชาชนคนไทยต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังกันมากขึ้นอีกครั้ง และหลายหน่วยงานก็ต้องกลับมาคุมเข้มมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคเพื่อความปลอดภัย

         การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ก็ยังคงรักษามาตรการการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงของการระบาดครั้งแรกจวบจนปัจจุบัน

         ด้วยการเป็นหน่วยงานที่ดูแลภารกิจด้านการรักษาความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการผลิตและส่งไฟฟ้า ซึ่งเป็นภารกิจที่หยุดไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว กฟผ. จึงต้องเตรียมความพร้อมในการทำหน้าที่อันสำคัญนี้ตลอด 24 ชั่วโมง

“ภารกิจผลิตไฟฟ้า” เพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงาน

         การเผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 เมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้เรารู้วิธีรับมือได้ในระดับหนึ่ง ด้วยการเฝ้าระวังและยึดถือปฏิบัติตามมาตรการต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด จึงทำให้ที่ผ่านมา ยังไม่พบผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. คนใดติดเชื้อ

         ทุกพื้นที่เขื่อนและโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ทั่วประเทศ ยังคงเข้มงวดและให้ความสำคัญกับมาตรการด้านความปลอดภัยภายใต้มาตรฐานเดียวกัน มีการจัดเตรียมมาตรการการทำงานและแผนรองรับสถานการณ์ ทั้งการเตรียมพร้อมด้านอุปกรณ์และบุคลากรด้านการเดินเครื่องและบำรุงรักษา รวมถึงคุมเข้มพื้นที่ให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปลอดภัย โดยห้ามบุคคลภายนอกเข้าห้องควบคุมการผลิตกระแสไฟฟ้า (Control Room) โดยเด็ดขาด

         ส่วนผู้ปฏิบัติงานที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานตามภารกิจของ กฟผ. ในห้องควบคุม นอกเหนือจากพนักงานกะเดินเครื่องและบำรุงรักษาแล้ว จะต้องได้รับอนุญาตจากหัวหน้ากะเดินเครื่องหรือผู้บริหารก่อน โดยจะต้องสวมใส่หน้ากากอนามัย และทำความสะอาดอุปกรณ์ด้วยแอลกอฮอล์ทุกครั้งที่รับ-ส่งกะ รวมถึงล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจลทุกครั้งเมื่อกลับเข้าห้องควบคุม ส่วนพื้นที่อาคารโรงไฟฟ้าและสำนักงานนั้นจะไม่อนุญาตให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ สำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องหรือมีความจำเป็นต้องเข้ามาในพื้นที่ต้องสวมหน้ากากอนามัย และผ่านจุดคัดกรองก่อนทุกครั้ง

         ไม่เพียงเท่านี้ ยังได้มีการเตรียมความพร้อมหากเกิดกรณีฉุกเฉิน หรือกรณีที่การติดเชื้อทวีความรุนแรงขึ้น 5 ด้าน ได้แก่

  1. การเตรียมพื้นที่ปลอดเชื้อ (Safe Zone) ให้พนักงานเดินเครื่องและบำรุงรักษาเข้ามาพักอาศัยในพื้นที่โรงไฟฟ้า เพื่อลดความเสี่ยงการสัมผัสรับเชื้อจากบุคคลภายนอก
  2. การกำหนดตัวบุคคลที่ทำหน้าที่ในการเดินเครื่อง บำรุงรักษา และสนับสนุนการเดินเครื่องและบำรุงรักษา เพื่อเตรียมความพร้อมปฏิบัติงานในช่วงที่เกิดการระบาด
  3. เตรียมความพร้อมอุปกรณ์ที่ใช้ในการเดินเครื่อง เครื่องมือในงานบำรุงรักษา รวมถึงอุปกรณ์ที่สำคัญอื่น ๆ อาทิ อะไหล่ (Spare Part) แบบ (Drawing) คู่มือ (Instruction Manual) เพื่อให้สามารถทำการซ่อมบำรุงได้อย่างทันท่วงที
  4. จัดเตรียมความพร้อมร้านค้า ห้างร้าน หรือบริษัทที่ต้องส่งเครื่องมืออุปกรณ์ในการเดินเครื่องและบำรุงรักษา ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน
  5. จัดเตรียมความพร้อมด้านการติดต่อสื่อสารกับทีมแพทย์และสถานพยาบาล รวมถึงยานพาหนะในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน
  6. ด้วยมาตรการที่ชัดเจนดังกล่าวนี้ ทำให้เขื่อนและโรงไฟฟ้าของ กฟผ. สามารถนำไปปฏิบัติตามภายใต้มาตรฐานเดียวกัน

“ภารกิจส่งไฟฟ้า” ต้องพร้อมส่งจ่ายไฟตลอด 24 ชั่วโมง

         การรักษาความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าและการส่งไฟฟ้า จะต้องทำคู่ขนานกันเพื่อให้พร้อมรองรับความต้องการการใช้ไฟฟ้าของประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นมาตรการต่าง ๆ ของภารกิจการส่งไฟฟ้าจึงค่อนข้างคล้ายคลึงกับภารกิจการผลิตไฟฟ้า แต่ต่างกันเพียงรายละเอียดของลักษณะงาน

         ที่ผ่านมาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 รอบแรก กฟผ. ได้เปิดศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าแห่งชาติแห่งที่ 2 (NCC2) ขึ้น เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศและรองรับสถานการณ์หากมีการระบาดที่รุนแรงขึ้น ซึ่งศูนย์ NCC2 นี้ มีระบบการทำงานเหมือนกับศูนย์ NCC หลักทุกประการ

         กฟผ. ได้เปิดใช้ศูนย์ดังกล่าวนี้เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และจะเปิดไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยได้มอบหมายให้ศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าเขตทั่วประเทศอีก 5 แห่ง ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ฯ แห่งที่ 2 ในรูปแบบเดียวกันด้วย

         นอกจากนี้ ยังได้ตั้งศูนย์ควบคุมระบบไฟฟ้าสำรอง (Backup) ที่แยกระบบออกมาโดยเฉพาะเพื่อเตรียมใช้งานในกรณีฉุกเฉิน หากต้องปิดศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าเพื่อทำความสะอาดฆ่าเชื้อ กรณีพบผู้ปฏิบัติงานติดเชื้อ COVID-19 ได้เตรียมความพร้อมให้ผู้บริหารและผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. ที่เคยปฏิบัติงานในศูนย์ควบคุมระบบกำลังไฟฟ้าซึ่งมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการควบคุมและสั่งการระบบไฟฟ้าเข้ามาร่วมเสริมทีม เพื่อให้สามารถผลิตและส่งจ่ายกำลังไฟฟ้าให้แก่ประชาชนสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่กระทบต่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าของประเทศ

         ทั้งนี้ กฟผ. ยังได้เตรียมความพร้อมของระบบส่งไฟฟ้า สายและเสาส่งไฟฟ้าแรงสูง อุปกรณ์ระบบส่งต่าง ๆ โดยงดการบำรุงรักษานอกแผนที่ไม่มีความจำเป็น รวมถึงร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ในการดูแลรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โดยจัดตั้งศูนย์จัดการภาวะวิกฤต COVID-19 ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยดำเนินการภายใต้มาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดอย่างเข้มงวด ซึ่งได้มีการจัดเตรียมทีมเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาเร่งด่วน กรณีเกิดเหตุขัดข้องของระบบไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงด้วย

“ภารกิจจัดหาเชื้อเพลิง” ป้อนระบบผลิตให้เดินหน้าต่อเนื่อง

         เชื้อเพลิงที่ป้อนเข้าสู่โรงไฟฟ้าเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ กฟผ. จึงได้เตรียมความพร้อมทางด้านเชื้อเพลิงเพื่อให้มั่นใจว่าการผลิตไฟฟ้าจะสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดหาเชื้อเพลิงและจัดส่งถ่านหินให้กับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ซึ่งเหมืองแม่เมาะของ กฟผ. ทำหน้าที่ผลิตและจัดส่งถ่านหินให้กับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อผลิตไฟฟ้าสำหรับภาคเหนือและพื้นที่ใกล้เคียง จึงมีการเน้นย้ำผู้ปฏิบัติงานและบริษัทผู้รับจ้างให้ปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันและเฝ้าระวังที่หน่วยงานราชการ และ กฟผ. กำหนดอย่างเคร่งครัด

         นอกจากนี้ เหมืองแม่เมาะ ยังได้จัดเตรียมบ้านพักรับรองชัยพฤกษ์เป็นพื้นที่ Safe Zone หากเกิดการแพร่ระบาดในจังหวัดลำปาง ให้ผู้ปฏิบัติงานที่จำเป็นเข้าพักใน Safe Zone ทันที ทั้งนี้ หากเกิดกรณีฉุกเฉินที่ทำให้ไม่สามารถผลิตถ่านหินได้ เหมืองแม่เมาะได้เตรียมปริมาณถ่านหินสำรองสำหรับผลิตไฟฟ้าไว้ประมาณ 2 สัปดาห์

         ไม่เพียงเท่านี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับการส่งถ่านหินให้โรงไฟฟ้า ในกรณีที่สถานการณ์การแพร่ระบาดขยายวงกว้างมากขึ้น เหมืองแม่เมาะก็ได้วางมาตรการป้องกันเพิ่มเติม แบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ

         1) มาตรการป้องกันแบบเข้มข้น กรณีเกิดการระบาดรุนแรง โดยกำหนดให้อาคาร Conveyer Control Center (CCC) ชั้น 3 เป็นพื้นที่ควบคุม ไม่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่โดย และ

         2) มาตรการตอบโต้ กรณีตรวจพบผู้ติดเชื้อ COVID-19 โดยผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูงให้กักกันตนเองในที่พักอาศัย (Home Quarantine) อย่างเคร่งครัด 14 วัน หากไม่มีอาการผิดปกติให้ตรวจประเมินความเสี่ยงก่อนเข้าทำงาน ระหว่างนั้น ให้จัดผู้ปฏิบัติงานที่อยู่กะ OFF เข้ามาปฏิบัติงานแทน ส่วนผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงต่ำให้ปฏิบัติงานตามปกติ แต่ให้สังเกตอาการตนเองเป็นเวลา 14 วัน

“ภารกิจเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า” เสริมความเป็นมืออาชีพไว้อย่างสมบูรณ์

         สำหรับงานเดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า หรือที่เรียกว่า Operation and maintenance (O&m) ที่มีผู้ปฏิบัติงาน กฟผ. เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 นั้น ก็ได้มีมาตรการที่เคร่งครัด ไม่แพ้ภารกิจอื่น ๆ เช่นกัน โดยกำหนดให้อาคาร Control Room ของโรงไฟฟ้าเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุด มิให้ใครเข้า-ออก เว้นแต่พนักงานเดินเครื่อง และยังกำหนดให้พนักงานเดินเครื่องแบ่งเป็น 2 ทีม ทีมละ 12 คน เข้าปฏิบัติงาน พร้อมกักตัวอยู่ในโรงไฟฟ้าทีมละ 4 วัน โดยในแต่ละทีมจะมีการผลัดกันปฏิบัติงาน 2 กะ ครั้งละ 12 ชั่วโมง ซึ่งต่างจากสภาวะปกติที่จะแบ่งผู้ปฏิบัติงานเป็น 4 ทีม เข้ากะทีมละ 8 ชั่วโมงสลับกัน เพื่อลดโอกาสการสัมผัสกันระหว่างบุคคล

         ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการตรวจสุขภาพก่อนและหลังผลัดเปลี่ยนทีมการทำงาน และได้กำชับให้ผู้ปฏิบัติงานด้าน O&m ดูแลตนเองขณะพักอาศัยอยู่บ้าน และรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เพื่อให้มีสุขภาพที่ดี พร้อมกลับมาปฏิบัติงานกักตัวอยู่ในโรงไฟฟ้าในรอบถัดไป ส่วนผู้ปฏิบัติงานบำรุงรักษาที่มีความประสงค์จะเข้าไปทำงานในโรงไฟฟ้า ต้องได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้ากะเท่านั้น

         ในด้านของผู้ปฏิบัติงาน O&m ในโรงไฟฟ้าต่างประเทศซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ทราบว่าผู้ปฏิบัติงานมีความต้องการเดินทางกลับประเทศไทย เนื่องจากไม่ได้กลับบ้านมาเป็นระยะเวลายาวนาน กฟผ. จึงได้มีการจัดเตรียมทีมผู้ปฏิบัติงาน O&m สำรอง เพื่อเตรียมสับเปลี่ยนกำลังคนเข้าไปทำหน้าที่แทน สำหรับกรณีผู้ปฏิบัติงานที่มีความจำเป็นต้องเดินทางเข้าหรือออกประเทศ เพื่อปฏิบัติงาน O&m ในช่วงนี้ ได้กำหนดให้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ของภาครัฐอย่างเข้มงวด

"ภารกิจเคียงข้างคนไทยทุกวิกฤต" ผลิตนวัตกรรม-จัดหาเวชภัณฑ์สู้โควิด-19

          ไม่เพียงแต่ภารกิจผลิตและส่งไฟฟ้าเพื่อให้คนไทยได้ใช้ไฟฟ้ากันอย่างมีความสุขแล้ว กฟผ. ยังพร้อมที่จะเดินเคียงข้างคนไทย โดยเป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันและบรรเทาสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยได้เดินหน้าผลิตนวัตกรรมทางการแพทย์ต่างๆ เพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ เช่น ตู้ความดันบวกและความดันลบ ที่เหยียบกดเจลแอลกอฮอล์ รวมไปถึงคน กฟผ. ยังร่วมมือกันผลิตเจลและสเปรย์อนามัย น้ำใจ กฟผ. เพื่อแจกจ่ายไปยังโรงพยาบาล และประชาชน

          นอกจากนี้แล้ว กฟผ. ยังร่วมจัดหาเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อกาวน์ หน้ากากอนามัย และถุงมือ รวมกว่า 400,000 ชิ้น หน้ากากอนามัย และหน้ากาก KN95 มากกว่า 330,000 ชิ้น ซึ่งทั้งนวัตกรรมทางการแพทย์ และเวชภัณฑ์เหล่านี้จะส่งต่อไปให้กับโรงพยาบาล 150 แห่ง ใน 39 จังหวัด

         จากปี 2563 ถึงปี 2564 เป็นระยะเวลากว่า 1 ปีแล้วที่สถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 ในประเทศไทยยังไม่มีทีท่าว่าจะจบไปในเร็ววัน แต่คนไทยทุกคนต้องดำเนินชีวิตต่อไปเพื่อก้าวผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปให้ได้ กฟผ. ในฐานะผู้รักษาความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าของประเทศ ยังคงยึดมั่นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจ และเสียสละ เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีไฟฟ้าใช้ ด้วยมาตรการความปลอดภัยของเขตเขื่อนและโรงไฟฟ้าที่มีอย่างเคร่งครัด