เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า หรือ อีวี (EV : Electric Vehicle) ที่กำลังมาแรงและขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก ทำให้คาดการณ์ว่าภายใน 4 ปี รถอีวีจะมีราคาเท่ากับรถยนต์ทั่วไป และอีกประมาณ 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีการผลิตรถอีวีคิดเป็น 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดหรือประมาณ 750,000 คัน ดังนั้นในขณะที่โลกทั้งใบกำลังเปลี่ยนโหมดเข้าสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ไทยซึ่งมีจุดแข็งในด้านการขนส่งและห่วงโซ่การผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์จึงต้องช่วงชิงโอกาสทองสร้างความพร้อมสู่การเป็นฮับยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอาเซียนในอนาคต โดยอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ เอกชน และค่ายรถยนต์ต่าง ๆ

         การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ประกาศตัวพร้อมสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยให้มีความมั่นคง และเดินหน้าเปิดธุรกิจใหม่ “EGAT EV Business Solutions” ได้แก่ สถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charging Station) ตู้อัดประจุไฟฟ้า (EV Charger) แอปพลิเคชัน (Mobile Application) และระบบบริหารจัดการเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้า (Network Operator Platform) เพื่อรองรับเทคโนโลยีและธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ

          “บุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร” หัวเรือใหญ่ของ กฟผ. เปิดเผยว่า กฟผ. พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการด้านอีวีเพื่อ ยกระดับคุณภาพชีวิตการเดินทางในอนาคตและร่วมสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม โดย กฟผ. จะเป็นผู้ช่วยและเป็นผู้เชื่อมโยงธุรกิจต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้

นำร่องสถานีอีวีแบบชาร์จเร็ว 120 kW

         กฟผ. เปิดให้บริการสถานีชาร์จอีวี “EleX by EGAT” ซึ่งชาร์จไฟฟ้าได้รวดเร็ว ปลอดภัย โดยภายในสถานีประกอบด้วยเครื่องชาร์จ 2 แบบ คือ แบบชาร์จเร็ว (DC Fast Charge) สามารถจ่ายกำลังไฟฟ้าได้ถึง 120 กิโลวัตต์จึงใช้เวลาชาร์จประมาณ 15 – 30 นาที ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความจุแบตเตอรี่และระบบไฟของรถ นอกจากนี้ยังมีระบบ Smart Load Management จึงสามารถชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้พร้อมกัน 2 คัน และแบบชาร์จปกติ (AC Normal Charge) เป็นอุปกรณ์ชาร์จของ Wallbox ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานยุโรป สามารถรองรับรถยนต์ได้ทุกค่าย ซึ่งปัจจุบัน กฟผ. ได้ติดตั้งไปแล้ว 13 สถานี และตั้งเป้าขยายสถานีเพิ่มเป็น 48 สถานี ภายในสิ้นปี 2564 เพื่อให้ครอบคลุมทุกเส้นทางหลักทั่วประเทศ โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า สนามกอล์ฟ รองรับทุกการเดินทางสำหรับผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ ส่วนอัตราค่าบริการ กฟผ. จะเปิดให้บริการชาร์จฟรีจนถึงสิ้นเดือนเมษายน 64 จากนั้นจะคิดค่าบริการชาร์จประมาณ 6-8 บาทต่อหน่วย ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนใจเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

พัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อผู้ใช้รถอีวีทุกค่าย

         แอปพลิเคชัน “EleXA” ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นผู้ช่วยผู้ใช้รถอีวีทุกคนให้กลายเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็ว ตั้งแต่การค้นหาและจองสถานีชาร์จอีวี การชาร์จ และการจ่ายเงิน โดย กฟผ. ได้พัฒนาแอปพลิเคชันนี้ให้สามารถเชื่อมโยงทั้งผู้ใช้รถอีวี สถานที่กินเที่ยว ร้านค้า และผู้ให้บริการต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้สถานีของ กฟผ. เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่กลุ่มเครือข่ายทั้งหมดนี้และยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งเครือข่ายไปพร้อม ๆ กับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยสามารถดาวน์โหลดใช้งานได้แล้ววันนี้ ทั้งระบบ iOS และ Android

อุปกรณ์ชาร์จไฟรถอีวีในราคาที่เอื้อมถึง

         เครื่องอัดประจุไฟฟ้าที่สามารถชาร์จรถอีวีได้อย่างปลอดภัยในราคาที่คนไทยเอื้อมถึง ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการใช้รถอีวีในประเทศ โดย EGAT Wallbox เป็นเครื่องอัดประจุไฟฟ้ารถอีวีอัจฉริยะขนาดเล็ก ซึ่งผู้ใช้สามารถเรียกดูข้อมูลการใช้งานและสั่งการผ่านแอปพลิเคชัน โดย กฟผ. เป็นผู้ได้รับสิทธิ์ในการจำหน่ายเพียงรายเดียวในประเทศจึงมีราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด รวมถึงให้คำปรึกษา ติดตั้ง และบำรุงรักษาโดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญของ กฟผ. ทำให้ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้ใช้รถอีวีทั้งสำหรับติดตั้งภายในที่อยู่อาศัยและพื้นที่ธุรกิจ ส่วนเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จเร็ว หรือ EGAT DC Quick Charger ขนาด 120 กิโลวัตต์ เป็นเครื่องอัดประจุไฟฟ้าฝีมือคนไทยที่ กฟผ. พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการลงทุนสถานีอัดประจุไฟฟ้าได้ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มจำหน่ายภายในไตรมาส 3 ของปีนี้

EGAT Wallbox อุปกรณ์ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะขนาดเล็ก

EGAT DC Quick Charger ตู้อัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จเร็วขนาด 120 กิโลวัตต์

ระบบบริหารจัดการเครือข่ายสถานีชาร์จอีวี

          “BackEN” เป็นระบบบริหารจัดการเครือข่ายสถานีชาร์จอีวีตลอด 24 ชั่วโมง ที่เปรียบเสมือนผู้ช่วยเจ้าของสถานีชาร์จอีวี ทั้งการจัดการอัตราค่าไฟฟ้าและรายได้ ระบบบริหารจัดการพลังงาน การจัดการระยะไกล ระบบวิเคราะห์ทางเทคนิค โดย BackEN จะเชื่อมโยงระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทั้งระบบผลิตและส่งไฟฟ้า สถานีชาร์จ รถอีวี และผู้ใช้รถ ทำให้เจ้าของสถานีชาร์จอีวีสามารถบริหารจัดการในภาพรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ได้ภายในเดือนกันยายน 2564

          ในอนาคตอันใกล้รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับประชาชนคนไทย ตลอดจนขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ช่วยให้ทุกลมหายใจของคนไทยได้มีอากาศที่ดี ไร้มลพิษอย่างยั่งยืน