กฟผ. และ ปตท. ร่วมลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันเตา เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงสำรองในการผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกงและโรงไฟฟ้ากระบี่ เสริมสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศ

         เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2564 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และนายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมลงนามในพิธีลงนามซื้อขายน้ำมันเตาฉบับปรับปรุงระหว่าง กฟผ. และ ปตท. เพื่อพัฒนาเงื่อนไขของสัญญาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีคณะผู้บริหาร กฟผ. และ ปตท. ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องพลังไทย ชั้น M อาคาร 2 ปตท. สำนักงานใหญ่

         นายบุญญนิตย์ วงศ์รักมิตร ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า กฟผ. และ ปตท. เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินภารกิจตามนโยบายภาครัฐในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนความมั่นคงทางด้านพลังงานในอดีตที่ผ่านมา น้ำมันเตาเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่ง กฟผ. และ ปตท. มีสัญญาซื้อขายน้ำมันเตามาอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า แต่น้ำมันเตายังคงเป็นเชื้อเพลิงรองที่มีบทบาทสำคัญ ในช่วงที่มีการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ โดย กฟผ. จะนำมาเป็นเชื้อเพลิงสำรองในการผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกงและโรงไฟฟ้ากระบี่ เพื่อช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งการลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันเตาในวันนี้เป็นการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขของสัญญาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

         ด้าน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. กล่าวว่า ปตท. รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้ร่วมลงนามซื้อขายน้ำมันเตาฉบับปรับปรุง กับ กฟผ. เพื่อปรับปรุงเนื้อหาจากสัญญาฉบับแรก เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2552 จนถึงปัจจุบันนับเป็นระยะเวลา 12 ปี ซึ่งทั้งสององค์กรได้ดำเนินการเป็นคู่สัญญาที่ดีมาโดยตลอด สำหรับน้ำมันเตา ยังคงเป็นเชื้อเพลิงที่มีความสำคัญที่เปลี่ยนบทบาทจากเชื้อเพลิงหลักเป็นเชื้อเพลิงสำรองซึ่งมีการใช้ทดแทนเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติจากเหตุการณ์หยุดซ่อมบำรุงตามแผนและนอกแผนงาน โดย ปตท. มีความยินดีที่จะร่วมมือกับ กฟผ. ในการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศต่อไป