2 เดือน หลังเข้าสู่ฤดูฝนปี 2557 ปริมาณน้ำฝนยังอยู่ในเกณฑ์น้อย โดยเฉพาะ 2 เขื่อนใหญ่ภาคเหนือ ยังต้องระบายน้ำต่อเนื่องเพื่อหล่อเลี้ยง 22 จังหวัด ด้าน ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ กฟผ. เผยข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา คาดจากนี้ฝนจะเริ่มตกมากขึ้น แต่โดยรวมทั้งปีอยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าค่าเฉลี่ย และยังมีความเสี่ยงเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญสูง พร้อมวอนขอความร่วมมือช่วยกันประหยัดน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในอนาคต มีเพียงเขื่อนสิรินธร ที่มีปริมาณน้ำมาก และมีแนวโน้มอาจต้องเพิ่มการระบายน้ำ เพื่อควบคุมไม่ให้น้ำเกินความจุเก็บกักของเขื่อน

20140731-02

          นายณัฐจพนธ์ ภูมิเวียงศรี ผู้ช่วยผู้ว่าการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ (ชฟน.) เปิดเผยว่า แม้ประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูฝนมาประมาณ 2 เดือนแล้ว (ฤดูฝน ปี พ.ศ. 2557 เริ่มตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2557 ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยา) แต่ก็ยังมิได้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์น้ำในเขื่อนของ กฟผ. ในภาพรวมมากนักเนื่องจากปริมาณน้ำฝนยังอยู่ในเกณฑ์น้อย โดยล่าสุด (เวลา 0.00 น. ของวันที่ 30 กรกฎาคม 2557) มีปริมาณน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทุกแห่งรวม 31,206 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) หรือร้อยละ 51 ของความจุ ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า มีปริมาณน้ำใช้งานได้ในเขื่อนของ กฟผ. ทุกแห่งรวม 8,161 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 21 ของความจุใช้งานได้ ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์น้อย ขณะที่ยังมีความจุสามารถรองรับน้ำได้อีก 30,267 ล้าน ลบ.ม.

          สำหรับภาคเหนือ สถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย โดยมีปริมาณน้ำใช้งานได้จากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ รวม 866 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 5 ของความจุใช้งานได้ (แบ่งเป็นปริมาณน้ำจากเขื่อนภูมิพล 292 ล้าน ลบ.ม. ร้อยละ 3 ของความจุใช้งานได้ และจากเขื่อนสิริกิติ์ 573 ล้าน ลบ.ม. ร้อยละ 9 ของความจุใช้งานได้) น้อยที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประวัติการณ์ เนื่องจากแม้จะสิ้นแผนการระบายน้ำเพื่อโครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่ในช่วงฤดูแล้งปี 2556/2557 แล้ว ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2557แต่ด้วยฤดูฝนที่มาช้าจึงต้องมีการระบายน้ำจากทั้ง 2 เขื่อนเพิ่มเติมในปริมาณที่มากกว่าปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน เพื่อให้พื้นที่ท้ายน้ำ (ลุ่มน้ำเจ้าพระยา) รวม 22 จังหวัด ได้มีน้ำใช้เพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปี ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนลดลงอย่างต่อเนื่อง คาดว่าหากในช่วงฤดูฝนที่เหลือมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนในเกณฑ์น้ำเฉลี่ย เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ จะมีปริมาณน้ำเก็บกักเมื่อสิ้นสุดฤดูฝน (วันที่ 31 ตุลาคม 2557) ร้อยละ 55 และร้อยละ 67 ของความจุ ตามลำดับ หรือมีปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับวางแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งถัดไปประมาณ 7,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่หากปริมาณฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ก็จะส่งผลให้น้ำต้นทุนลดลงตามไปด้วย ส่วนในด้านการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย มั่นใจว่า แม้จะมีน้ำไหลเข้าเขื่อนในปริมาณมาก ก็สามารถรองรับน้ำได้โดยไม่เต็มความจุของเขื่อนอย่างแน่นอน

          ส่วนภาคกลาง-ตะวันตก สถานการณ์น้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่มีปริมาณน้ำใช้งานได้น้อยกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ประมาณ 700 ล้าน ลบ.ม. โดยปัจจุบัน มีปริมาณน้ำใช้งานได้จากเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ รวม 3,364 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 25 ของความจุใช้งานได้ และยังมีความจุสามารถรองรับน้ำได้อย่างปลอดภัย คาดว่า หลังสิ้นฤดูฝนจะมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปีก่อนหน้าเล็กน้อย ขณะที่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนน้ำพุง และเขื่อนห้วยกุ่ม ยังมีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ปกติค่อนไปทางน้อย แต่เนื่องจากเป็นเขื่อนขนาดเล็ก จึงยังมีโอกาสเสี่ยงที่จะมีน้ำเต็มความจุของเขื่อนได้ ขณะที่ เขื่อนที่ต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในระยะนี้ คือ เขื่อนสิรินธร เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีฝนตกทางด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปริมาณมาก ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสิรินธรเพิ่มมากขึ้นเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง จนปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นเกินปริมาตรน้ำควบคุม (Upper Rule Curve) หรือมีปริมาณน้ำในเขื่อน ร้อยละ 88 เหลือความจุสามารถรองรับน้ำได้อีกเพียง 238 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น ทั้งที่ยังเหลือช่วงเวลาที่จะมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนอีกกว่า 2 เดือน (กรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่า เป็นพื้นที่ทางผ่านของพายุและมีโอกาสที่จะมีฝนมาก) จึงมีโอกาสที่จะต้องเพิ่มการระบายน้ำผ่านทางประตูระบายน้ำล้น (Spillway) ทางด้านภาคใต้ ในช่วงของการหยุดจ่ายก๊าซธรรมชาติ เพื่อซ่อมบำรุงแหล่งก๊าซธรรมชาติในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย แปลง A18 (แหล่ง JDA-A18) ระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน - 10 กรกฎาคม 2557 เป็นเวลา 28 วัน เขื่อนรัชชประภา และเขื่อนบางลาง ได้เพิ่มการระบายน้ำเพื่อเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าช่วยพื้นที่ภาคใต้ โดยปัจจุบันกลับเข้าสู่การระบายน้ำตามปกติ ทั้งนี้ เขื่อนบางลาง ยังอยู่ในช่วงการระบายน้ำเพื่อการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งของพื้นที่ภาคใต้ จึงมีปริมาณน้ำในเขื่อนลดลง

          “จากนี้ไป น่าจะเริ่มมีปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย สำหรับรอบสัปดาห์นี้ (28 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2557) กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่า มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังค่อนข้างแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณอ่าวตังเกี๋ย ทำให้บริเวณประเทศไทยยังคงมีฝนและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก อันจะเป็นผลให้มีการใช้น้ำจากเขื่อนลดลง อย่างไรก็ตาม หากในปีนี้ไม่มีพายุพัดผ่านเข้ามา สภาพฝนโดยรวมจะอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่มากไปกว่าค่าเฉลี่ย เนื่องจากสภาพทางธรรมชาติมีความน่าจะเป็นที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (ฝนตกน้อยลงกว่าปกติ) มากกว่าร้อยละ 70 อีกด้วย ดังนั้น จึงขอความร่วมมือจากเกษตรกรและทุกคนให้ใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้เขื่อนสามารถเก็บกักน้ำไว้เป็นต้นทุนสำหรับฤดูแล้งถัดไปอย่างเพียงพอ ขณะที่ สถานการณ์ของเขื่อนสิรินธร ซึ่งมีน้ำไหลเข้าเขื่อนมากตั้งแต่ต้นฤดูฝน ทั้งยังต้องทำหน้าที่รองรับน้ำตลอดฤดูฝนอีกกว่า 2 เดือน จึงมีโอกาสที่จะมีน้ำเต็มความจุอ่างได้ อาจมีความจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้น (Spillway) ซึ่ง กฟผ. โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อวางแผนเก็บกักและระบายน้ำจากเขื่อนสิรินธรให้เหมาะสม โดยเกิดผลกระทบต่อพื้นที่ทั้งเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อนน้อยที่สุด” ชฟน. กล่าวในท้ายที่สุด