20150618-M01-01

Author : https://www.flickr.com/photos/christine- wagner/

          จริงหรือไม่ที่มีการกล่าวว่า เกือบทุกประเทศในโลกนี้กำลังลดการใช้ถ่านหินลง เพราะมีสิ่งอื่นที่ดีกว่า ก้าวหน้ากว่า (ประสาท มีแต้ม http://goo.gl/PTu1xh) โดยยกตัวอย่าง จังหวัดออนตาริโอซึ่งมีประชากรร้อยละ 38 ของ ประเทศแคนาดา ได้เลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างถาวรเมื่อสิ้นปี 2014 หลังจากการวางแผนนานถึง 10 ปี

          จากการศึกษาการใช้พลังงานของจังหวัดออนตาริโอของประเทศแคนาดา ในปี 2013 พบว่า ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากถ่านหินประมาณ 7,578 เมกะวัตต์ ดังแสดงในตารางที่ 1 คิดเป็นประมาณร้อยละ 25 ของกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมดใน ขณะนั้น และโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้อยู่เป็นโรงไฟฟ้าเก่า

ตารางที่ 1 โรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดออนตาริโอของประเทศแคนาดา (2013)

20150618-M01-02

          ดังนั้น เหตุผลหนึ่งของการยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินโดยส่วนใหญ่จึงเป็นไปตามกำหนดการ ปลดออกจากระบบตามกำหนดการเดิมเนื่องจากเป็นโรงไฟฟ้าที่เก่ามาก

          เมื่อพิจารณาอุปกรณ์ควบคุมมลสารต่างๆ พบว่า โรงไฟฟ้าหลายแห่งไม่มีการติดตั้งระบบกำจัด ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไม่มีการติตตั้งระบบดักจับไอปรอท และมีการติดตั้งระบบกำจัดก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์แต่ไม่ครบ ดังแสดงใน ตารางที่ 2

ตารางที่ 2 อุปกรณ์ควบคุมมลสารของโรงไฟฟ้าถ่านหินในจังหวัดออนตาริโอของประเทศแคนาดา (2013)

20150618-M01-03

          อีกปัจจัยสำคัญของการยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นความพยายามลดก๊าซคาร์บอนไออกไซด์ ในการผลิตไฟฟ้า แล้วทดแทนด้วยพลังงานหลัก ที่ปัจจุบันทวีปอเมริกามีราคาถูกลงมาก คือก๊าซธรรมชาติ

          ด้านกำลังการผลิตติดตั้งและความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด พบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด ของทั้งจังหวัดเท่ากับ 24,814 เมกะวัตต์ เชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าได้แก่

  • พลังงานนิวเคลียร์ 12,947 เมกะวัตต์ (ร้อยละ 38)
  • น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ 9,920 เมกะวัตต์ (ร้อยละ 29)
  • พลังน้ำ 8,462 เมกะวัตต์ (ร้อยละ 25)
  • รวม 31,329 เมกะวัตต์

          โดยเมื่อรวมกำลังการผลิตติดตั้งของโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงหลักทั้ง 3 ประเภทแล้วพบว่ามี กำลังการผลิตรวม 31,329 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ 92 ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด คือ 24,814 เมกะวัตต์ ของจังหวัดออ นตาริโอได้ ดังแสดงในรูปที่

         ในขณะเดียวกัน จังหวัดออนตาริโอไม่สามารถใช้พลังงานทดแทนมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า หลักได้ เนื่องจากสัดส่วนโรงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนทั้งหมดมีประมาณ 3,038 เมกะวัตต์ คิดเป็นร้อยละ 8.1 ประกอบด้วย

  • โรงไฟฟ้าพลังงานลม 2,543 เมกะวัตต์ (ร้อยละ 7)
  • โรงไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล 455 เมกะวัตต์ (ร้อยละ 1)
  • โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 40 เมกะวัตต์ (ร้อยละ 0.1)
  • รวม 3,038 เมกะวัตต์

ซึ่งไม่สามารถตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ 24,814 เมกะวัตต์ได้

20150618-M01-04

ที่มา: IESO

          กำลังการผลิตติดตั้งและความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของจังหวัดออนตาริโอ ประเทศ แคนาดา

          ถึงแม้ว่าจะยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้ว จังหวัดออนตาริโอก็ใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากนิวเคลียร์และก๊าซธรรมชาติ ที่มีอยู่มากในจังหวัดเป็นหลัก และพลังงานทดแทนส่วนใหญ่ คือพลังงานลม ส่วนพลังงานแสงอาทิตย์มีกำลังผลิตเพียงร้อยละ 0.1 เท่านั้น

20150618-M01-05

การผลิตพลังงานไฟฟ้า ประเทศแคนาดาใช้พลังน้ำ อันดับ 1 นิวเคลียร์ อันดับ 2 และถ่านหินอันดับ 3 ประเทศสหรัฐอเมริกา ใช้ถ่าน หินอันดับ 1 ก๊าซธรรมชาติอันดับ 2 และนิวเคลียร์อันดับ 3

          อย่างไรก็ตาม ประเทศต่างๆ ทั่วโลกทั้ง เยอรมนี สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ต่างก็มีแผน พัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินอย่างต่อเนื่อง (ตารางที่ 3) และใช้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานเสริม ซึ่งประเทศไทยได้ดำเนินนโยบายนี้เช่นเดียว กัน

ตารางที่ 3 แผนพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศเยอรมนี สหรัฐอเมริกา จีน และญี่ปุ่น ในช่วง 10 ปีข้างหน้า

20150618-M01-06

ที่มา: Germany Power Grid Development Plan 2012, METI, USDOE, IEA

          จะเห็นได้ว่า การยกตัวอย่างการใช้พลังงานของประเทศใด ควรกล่าวถึงปัจจัยต่างๆ อย่างรอบด้าน เช่น ฐานทรัพยากรพลังงาน ความมั่นคงในการจัดหาเชื้อเพลิง ศักยภาพของพลังงานทดแทน มาตรการการควบคุมมลภาวะ และ พื้นฐานทางเศรษฐกิจ แต่ สิ่งที่เหมือนกันทุกประเทศ คือ การมีพลังงานจากโรงไฟฟ้าหลักเพื่อสร้างความสมดุลทางพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นก๊าซ ธรรมชาติ ถ่านหิน หรือนิวเคลียร์ ส่วนพลังงานทดแทนยังเป็นพลังงานเสริมที่ทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทย ก็ให้ความสำคัญ พยายามสนับสนุน ให้มีการใช้อย่างเต็มศักยภาพอยู่แล้ว